ประวัติ “ดร.เชน - ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ลูกชายคนโตอดีตนายกฯ “สมชาย” กับ “เจ๊แดง เยาวภา” หลาน “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” จ่อนั่งเก้าอี้ รมว.การอุดมศึกษาฯ โควตาเพื่อไทย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลอนุทิน 2
วันที่ 14 มีนาคม 2569 ถือได้ว่าชัดเจนแล้วสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ หลังจากชนะการเลือกตั้ง 2568 ได้คะแนนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มากเป็นอันดับ 1 ซึ่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวร่วมกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่าจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงในสภาฯ 291 เสียง โดยมีพรรคเล็กร่วมด้วย
ประเด็นต่อมาที่มีกระแสมาตลอดคือโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี หรือ โผ ครม.อนุทิน 2 ที่มีการปรับไปมา กระทั่งสะเด็ดน้ำว่าพรรคเพื่อไทย จะได้โควตารัฐมนตรีว่าการ 5 เก้าอี้ และรัฐมนตรีช่วยว่าการ 3 เก้าอี้ หนึ่งในผู้ที่มีชื่อติดโผคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย โดยมีชื่อติดโผอยู่ในส่วนของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และคาดว่าเป็นทางที่เจ้าตัวถนัด เพราะเป็นนักวิจัยและอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน

...

ประวัติ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์”
สำหรับประวัติของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มีชื่อเล่นว่า เชน เป็นบุตรชายคนโตของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือ เจ๊แดง (น้องสาวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นพี่สาวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก) จบปริญญาโทด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จบปริญญาเอกด้านคลื่นสมอง ทำดุษฎีนิพนธ์เรื่องการใช้สัญญาณสมองมาช่วยเหลือผู้พิการ และในสมัยที่เป็นอาจารย์ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชา Biomedical Engineering วิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์


เส้นทางการเมือง
ศ.ดร.ยศชนัน เคยลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 3 ในการเลือกตั้ง สส. เมื่อปี 2557 และผลอย่างไม่เป็นทางการ นายยศชนัน ชนะเลือกตั้งในเขต 3 แต่ด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีการชุมนุมขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในขณะนั้นของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จนนำไปสู่การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้แม้จะชนะเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถประกาศให้เป็น สส. และเข้าสู่สนามการเมืองในครั้งนั้นได้
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงการบริหารของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 มีมติอนุมัติตามที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เสนอแต่งตั้ง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการและทรัพยากรบุคคล) ในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ด้วย


กระทั่งในการเลือกตั้ง 2569 พรรคเพื่อไทยเปิดตัว ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 และลงพื้นที่หาเสียงอย่างต่อเนื่อง จนภายหลัง กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่า ศ.ดร.ยศชนัน ได้รับเลือกเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สมัยแรก โดยเจ้าตัวอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 แต่พรรคเพื่อไทยได้ สส. 74 คน มาเป็นอันดับ 3 รองจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน จากนั้นพา สส.ของพรรคเข้ารายงานตัวต่อสภาฯ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 และต่อมาพรรคเพื่อไทยมีมติเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีชื่อจ่อเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ในเก้าอี้ รมว.การอุดมศึกษาฯ



อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ศ.ดร.ยศชนัน นักวิจัยด้านสมองและวิศวกรรมชีวการแพทย์ ถูกพูดถึงอย่างมาก หลังปรากฏตัวขึ้นปาฐกถาในหัวข้อ “From Research to Policy” โครงการ Pheu Thai Young Professionals Program (YPP) รุ่นที่ 2 ซึ่งเจ้าตัวเป็นทายาททางการเมืองของตระกูลที่สำคัญอีกคนหนึ่งที่ถูกจับตาจากกระแสที่มีแนวโน้มจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย และในอดีตยังเคยมีชื่อจ่อเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รวมถึงเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 มีชื่อติดโผนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่ในเวลาต่อมาเจ้าตัวออกมาปฏิเสธ
และในการเปิดตัวเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้แสดงวิสัยทัศน์ช่วงหนึ่งว่า ชีวิตตนคือภาพสะท้อนคนไทยจำนวนมากที่เติบโตจากครอบครัวข้าราชการและพยาบาล ย้ายถิ่นฐานไปหลายจังหวัด เรียนโรงเรียนประจำจังหวัด ได้รับการปลูกฝังว่า ความรู้ ความขยันคือหนทางเปลี่ยนชีวิต ประเทศไทยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ปี 2540 สามารถฟื้นตัวได้จากความเชื่อมั่นว่า คนไทยทำได้ อย่างพรรคไทยรักไทยในอดีตที่สร้างนโยบายเปลี่ยนชีวิตประชาชน ปลดวิกฤตให้ประเทศ แต่ตลอดเส้นทางเผชิญความไม่เป็นธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงปัจจุบัน ปี 2568 ประเทศไทยเผชิญPerfect Storm ทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี นายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยแก้ปัญหาเหล่านี้เต็มที่ แต่สถานการณ์การเมืองไทยทำให้ต้องเปลี่ยนนายกฯ ปีละครั้ง แต่ทำได้ขนาดนี้ต้องชื่นชมอดีตนายกฯ พรรคเพื่อไทย


ส่วนทิศทางอนาคตประเทศไทยนั้น ถ้าวันนี้เราเลือกทำสิ่งใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างเทคโนโลยี ใช้ความคิดสร้างสรรค์คนไทย เชื่อว่าอนาคตที่ดีของประเทศไทยเป็นไปได้ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย จะนำประเทศไทยพ้นวิกฤตที่กำลังเผชิญไปให้ได้ มีเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงให้เร็วที่สุด ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และAI เป็นแกนหลัก ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจเดิมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในส่วนภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต ภาคการบริการ พร้อมไปกับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากศักยภาพท้องถิ่นผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ การผลิตอุตสาหกรรม และสุขภาพและคุณภาพชีวิต
สิ่งรัฐบาลต้องเดินหน้า 3 ด้าน คือ 1. สร้างความมั่นคงรอบด้าน ทั้งการทหาร ความมั่นคงไซเบอร์ ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และการรับมือ Climate Change ควบคู่การทูตที่รักษาสมดุลผลประโยชน์ของไทย 2. สร้างความเชื่อมั่นผ่านการฟื้นฟูหลักนิติธรรมคืนความยุติธรรมให้ประชาชน ใช้Digital Government สร้างความโปร่งใส ป้องกันการคอร์รับชัน ควบคู่ไปกับ AI Transformation สร้างระบบรัฐแบบ One Stop Service 3. การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ ตั้งแต่คมนาคม โลจิสติกส์ ความปลอดภัยด้วย AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด สวัสดิการ การศึกษา วิจัย และนวัตกรรม รองรับเศรษฐกิจใหม่และยกระดับเศรษฐกิจเดิม ให้ความสำคัญการเตรียมคนให้สอดรับการวางโครงสร้างรากฐานเศรษฐกิจใหม่ คนไทยทุกคนต้องได้รับโอกาสเติบโตที่เท่ากัน จะเกิดที่ไหนในแผ่นดินไทยก็เป็นคนไทย ต้องได้รับโอกาสเท่ากัน ไม่ได้ทำเพื่อพรรคการเมืองใด แต่ทำเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง มีหัวใจอยู่ที่ประชาชน
“การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การเดินทางของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการเดินทางให้เรากลับมาช่วยสร้างประเทศขึ้นใหม่อีกครั้ง วันนี้ทุกคนจากพรรคไทยรักไทยที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ทุกคนกลับมาที่บ้านของพวกเรา บวกกับคนรุ่นใหม่พรรคเพื่อไทยมารวมกัน มั่นใจว่าเราทำได้ เริ่มจากวันนี้ เวลานี้ วินาทีนี้ ยกเครื่องประเทศไทย ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยก็ทำได้แน่นอน”


