ปี 2026 ระบบ Mild Hybrid 48 โวลต์ เข้ามามีบทบาทในระบบส่งกำลังมากขึ้น นอกจากจะช่วยเสริมแรงบิดแล้ว ยังช่วยทำให้มลพิษลดลง ประหยัดน้ำมันมากขึ้น และเทคโนโลยี MHEV plus ของแบรดน์สี่ห่วง ก็คือการนำเสนอระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่เข้ามาเพิ่มสมรรถนะและฟิลลิ่งการขับ เทคโนโลยีดังกล่าวยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยให้บริหารเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ (จะบอกว่าประหยัดขึ้นเดี๋ยวก็หาว่าอวยอีก)  สำหรับส่วนประกอบพื้นฐานของ MHEV plus ที่คิดค้นโดย Audi ระบบนี้ประกอบด้วยเจนเนอเรเตอร์ (เครื่องกำเนิดไฟฟ้า) สำหรับระบบขับเคลื่อน  สตาร์ทเตอร์ และแบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟตขนาดกะทัดรัดที่คอยจ่ายกระแสไฟหล่อเลี้ยงระบบ MHEV

หน้าที่หลักของสตาร์ทเตอร์เจนเนอเรเตอร์แบบสายพาน คือ สตาร์ทเครื่องยนต์อย่างนุ่มนวล จ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่ เจนเนอเรเตอร์ หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำหรับระบบขับเคลื่อน ช่วยให้ขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนในช่วงสั้นๆ หมายความว่าในสภาพการจราจรติดขัดในเมือง ขณะกำลังเลี้ยว ถอยหลัง เพื่อจอด ในสภาพการจราจรที่เคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่องบนถนนนอกเมือง รถจะวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำหรับระบบขับเคลื่อน ให้แรงบิดในการขับเคลื่อนเพิ่มเติม  230 นิวตันเมตร  มอเตอร์มีกำลังสูงสุด 18 กิโลวัตต์ (24 แรงม้า) ใช้สำหรับเสริมแรงตอนออกตัวและการเร่งความเร็วเพื่อแซง (ในจุดนี้ Mild Hybrid 48V ของแบรนด์เยอรมัน ทำได้ดีมาโดยตลอด ทั้ง Audi BMW และ Mercedes-Benz)  เมื่อลดความเร็ว regenerative braking จะจ่ายพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่สูงสุด 25 กิโลวัตต์

...

ระบบขับเคลื่อนไฮบริดผสานส่วนประกอบไฟฟ้าสามส่วนเข้าด้วยกัน

ในเครื่องยนต์ V6 TDI ขนาด 3 ลิตร ที่ปรับปรุงใหม่ เทคโนโลยี MHEV plus ออกแบบให้ระบบทำงานครอบคลุมถึงเทอร์โบไฟฟ้า (เป็นครั้งแรก) ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของ Audi ที่ช่วยให้เกิดความสมดุลที่ลงตัวระหว่างฟิลลิ่งขับที่เร้าใจและการประหยัดเชื้อเพลิง

คอมเพรสเซอร์ไฟฟ้าในระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จ ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญของระบบจัดการเครื่องยนต์ ด้วยการเผาไหม้และระบบกรองมลพิษที่พัฒนาขึ้นใหม่ เพราะถ้าเครื่องดีเซลยังปล่อยมลพิษเยอะ อียูก็จะไม่ให้ขายต่อ! แนวคิดการชาร์จแบบสองขั้นตอนด้วยความแม่นยำสูงสุด เมื่อรวมกับการใช้พลังงานไฟฟ้า MHEV plus ซึ่งประกอบด้วยสตาร์ทเตอร์แบบสายพานและเจนเนอเรเตอร์สำหรับระบบส่งกำลัง ทำให้เครื่องยนต์ดีเซล V6 TDI EA897evo4  มีแรงบิดมากเกินพอในทุกสถานการณ์  ไม่ว่าจะเป็นการออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง  เร่งความเพื่อแซง หรือใช้ความเร็วสูงต่อเนื่องบนไฮเวย์  

คอมเพรสเซอร์ไฟฟ้าช่วยลดอาการเทอร์โบแล็ก  ได้แรงบิดสูงที่ความเร็วรอบเครื่องต่ำ  ประหยัดน้ำมัน การตอบสนองในช่วงเริ่มต้นของการเร่งความเร็วดีขึ้น  ใน 2.5 วินาทีแรก รถสามารถวิ่งได้ระยะทางมากกว่าเดิม ขณะที่มอเตอร์สตาร์ทแบบสายพานช่วยสตาร์ทเครื่องยนต์ และเสริมกำลังแรงบิดขณะที่คันเร่งถูกกดอย่างเต็มที่  ให้แรงบิดอย่างต่อเนื่องสำหรับการเร่งความเร็ว ในกระบวนการดังกล่าว เทอร์โบไฟฟ้าจะเพิ่มแรงดันบูสต์ ขณะเดียวกัน เจนเนอเรเตอร์ (มอเตอร์ไฟฟ้า) จะส่งแรงบิดไปยังล้อโดยตรง

คอมเพรสเซอร์ไฟฟ้าติดตั้งอยู่ด้านหลังเทอร์โบชาร์จเจอร์และอินเตอร์คูลเลอร์ บริเวณทางเดินอากาศเข้า โดยใช้พลังงานจากระบบไฟฟ้า 48 โวลต์ เมื่อกดคันเร่ง และพลังงานที่จ่ายให้กับเทอร์โบชาร์จเจอร์ต่ำ อากาศเข้าจะถูกส่งไปยังคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า ที่นั่น อากาศนี้ – ซึ่งถูกอัดแล้วโดยเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยไอเสีย – จะถูกอัดเพิ่มเติมก่อนเข้าสู่ห้องเผาไหม้

เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ V6 TDi รุ่นก่อน ที่ใช้คอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า เช่น S4, S6 และ SQ5 คอมเพรสเซอร์แบบใหม่มีประสิทธิภาพในการให้กำลังมากกว่า ช่วงการทำงานกว้างขึ้น สร้างแรงดันบูสต์เร็วขึ้น  การออกแบบระบบการไหลของอากาศที่เหมาะสมในคอมเพรสเซอร์และมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวรที่ขับเคลื่อนร่วมแกน ร่วมกับการจ่ายไอดีขึ้นไปยังกระบอกสูบทั้งหก (ฝั่งละสาม) เพื่อผสมกับเชื้อเพลิงและจุดระเบิดออกมาเป็นพลังงานในรูปของแรงบิด 

...

ในขณะที่คอมเพรสเซอร์ไฟฟ้ารุ่นก่อน  ทำงานได้เฉพาะในช่วงแคบๆ เท่านั้น คอมเพรสเซอร์รุ่นใหม่ ทำงานได้ครอบคลุมช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์ทั้งหมด ให้การตอบสนองที่ราบรื่นและรวดเร็ว การเร่งความเร็วในช่วงกลาง พร้อมความรู้สึกของการตอบสนองดีขึ้น ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นพร้อมความทนทานในระยะยาว 

การทำงานร่วมกันระหว่างคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในระบบส่งกำลัง  MHEV + แรงดันบูสต์สูงสุด 3.6 บาร์ มาอย่างรวดเร็ว นั่นคือ เร็วขึ้นเกือบหนึ่งวินาที ส่งผลให้การเร่งความเร็วมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม  โดยไม่มีอาการหน่วงหรือแล็กของเทอร์โบ ระบบส่งกำลัง V6 TDi 3.0 ลิตร เทอร์โบ ให้ความรู้สึกเหมือนการขับรถยนต์ไฟฟ้ามอเตอร์คู่ (ที่มีกำลังใกล้เคียงกัน) ในระหว่างการเร่งความเร็ว คอมเพรสเซอร์จะหมุนด้วยความเร็วสูงสุดถึง 90,000 รอบต่อนาที ในเวลาเพียงแค่ 250 มิลลิวินาที ซึ่งเป็นอัตราการหมุนที่เพิ่มขึ้นเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ เครื่องยนต์ V6 TDI EA897evo4  ส่งกำลังลงสู่พื้นถนนได้อย่างทรงพลัง ด้วยการผสมผสานระหว่างระบบช่วยเสริมกำลังไฟฟ้าและแรงบิดของเครื่องยนต์ดีเซล

...

เชื้อเพลิงยั่งยืน  น้ำมันพืขใช้แล้ว : HVO 100 ช่วยลดการปล่อย CO2
HVO ผลิตขึ้นโดยใช้วัสดุเหลือใช้และของเสีย เช่น กากจากการปรุงอาหาร
 
เครื่องยนต์ V6 TDI ใหม่ ถูกปรับแต่งให้ใช้เชื้อเพลิง HVO  ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานยุโรป EN 15940 สังเกตได้ตรงสติกเกอร์ XTL บนฝาถังน้ำมัน XTL (X-to-liquid) เป็นคำรวมสำหรับเชื้อเพลิงมาตรฐาน  โดย "X" แทนส่วนประกอบแหล่งที่มา HVO ย่อมาจากน้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการไฮโดรทรีตเมนต์ เชื้อเพลิงยั่งยืนตัวนี้ช่วยลดการปล่อย CO2 ได้ 70 ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับดีเซลที่ได้จากปิโตรเลียม และเมื่อคุณใช้น้ำมันเก่าจาก KFC หรือแมคโดแนล มาผ่านกระบวนการดังกล่าว คุณจะได้กลิ่นเฟรนซ์ฟรายส์ ไก่ทอด หรืออะไรก็ตามที่ทำให้รู้สึกหิว!

...

น้ำมันพืชจากอุตสาหกรรมอาหารหรือผลพลอยได้ทางการเกษตร ถูกนำมาแปรรูปโดยใช้ไฮโดรเจน เพื่อเปลี่ยนเป็นไฮโดรคาร์บอนอะลิฟาติกอิ่มตัว ซึ่งจะปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของน้ำมันพืช ให้มีความเหมาะสมสำหรับเป็นเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่ สามารถผสมกับดีเซลทั่วไป เพื่อทดแทนส่วนประกอบจากเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือใช้ HVO เป็นเชื้อเพลิงบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ก็ได้ รถยนต์ใหม่ที่ออกจากโรงงาน Audi สองแห่งใน Ingolstadt และ Neckarsulm ประเทศเยอรมนี  มีเชื้อเพลิง HVO บรรจุอยู่ในถังอยู่แล้ว และเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ก็ไม่ต้องสงสัยอะไรหากจะรู้สึกหิวเพราะกลิ่นของทอดอบอวนชวนอร่อยนั่นเอง.  

หมายเหตุ
Audi รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ HVO 100 (Hydrotreated Vegetable Oil) หรือน้ำมันดีเซลยั่งยืนในรถยนต์ดีเซลหลายรุ่น โดยเฉพาะเครื่องยนต์ V6 TDI และเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบที่ผลิตหลังปี 2021/2026 ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้ 70-95% และมีคุณสมบัติเด่นเรื่องการสตาร์ทในอากาศเย็นที่ดีกว่า พร้อมสัญลักษณ์ XTL ที่ฝาถังน้ำมัน, โดยสามารถใช้ได้ทั้งแบบผสม หรือใช้ 100%. 

คุณสมบัติหลัก:

น้ำมันพืชใช้แล้ว: ผลิตจากน้ำมันพืชใช้แล้ว, ของเสีย, หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ทำให้เป็นเชื้อเพลิงที่ยั่งยืน.

ลด CO2: ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 70-95% เมื่อเทียบกับดีเซลทั่วไป.

ค่า Cetane สูง: มีค่าซีเทนสูงกว่าดีเซลปกติ 30% ทำให้การจุดระเบิดดีขึ้น และสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ง่ายขึ้นในอากาศเย็น.

ความบริสุทธิ์สูง: มีความทนทานต่อการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ได้ดีกว่า (กาฬโรคดีเซล). 

รถยนต์รุ่นที่รองรับ (ตัวอย่าง):

เครื่องยนต์ 4 สูบ: Audi A3, Q2, Q3 (ผลิตตั้งแต่ มิ.ย. 2021).

เครื่องยนต์ V6 TDI: A4, A5, A6, A7, A8, Q5, Q7, Q8 (รุ่นที่ผลิตหลัง ก.พ. 2022). 

การสังเกต

มองหาสัญลักษณ์ XTL (X-to-liquid) ที่ฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิง. 

สถานะในไทย

ปัจจุบัน (ม.ค. 2026) ยังเป็นเทรนด์ในยุโรป (สแกนดิเนเวีย, เยอรมนี) แต่ Audi ยืนยันการรองรับในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มในตลาดโลก.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/