ภาษีรถยนต์ใหม่ : ทำความเข้าใจ "ภาษีรถยนต์ใหม่ 2569" ฉบับใหม่ซึ่งประกาศใช้วันที่ 1 ม.ค. 69 ที่ให้ความสำคัญกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งผลให้รถยนต์สันดาป และรถยนต์ไฮบริดบางรุ่นต้องปรับขึ้นราคาตามโครงสร้างภาษี
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ หรือ ภาษีรถยนต์ใหม่ ที่มีการประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนสงสัยว่าภาษีที่ปรับขึ้นนี้เป็นภาษีอะไร ก่อนอื่นเราขอทำความเข้าใจเรื่องภาษีรถยนต์ไว้ดังนี้
ภาษีรถยนต์ใหม่
ภาษีรถยนต์ใหม่ 2569 นี้คือการที่สรรพสามิตได้ประกาศจะเก็บภาษีรถยนต์ใหม่ด้วยหลักเกณฑ์ที่ว่า หากรถยนต์คันไหนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO₂ น้อยที่สุด คันนั้นจะได้รับประโยชน์จากภาษีมากที่สุด เรียกง่ายๆ ก็คือ จะเก็บภาษีน้อยที่สุด โดยจะนำมาใช้กับ รถยนต์ใหม่ หรือเรียกง่ายๆ ว่า รถใหม่ป้ายแดงที่เรากำลังจะซื้อในปี 2569 เป็นต้นไป
ภาษีรถยนต์กับกรมขนส่งทางบก หรือ การต่ออายุทะเบียนรถประจำปี
สำหรับการต่อภาษีรถยนต์กับขนส่งทางบกในทุกๆ ปี หรือที่เรียกว่าภาษีป้ายวงกลม ที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นป้ายสีเหลียมนั้นยังไม่มีปรับขึ้น และยังจ่ายเท่าเดิม โดยคิดตามจำนวน CC เครื่องยนต์ และ อายุรถเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น รถเก๋ง 4 ประตูอายุไม่เกิน 5 ปี เครื่องยนต์ 1,200 CC ต้องจ่ายภาษีรถยนต์ที่ 1,200 บาท เป็นต้น

...
ภาษีรถยนต์ใหม่เก็บอย่างไร
เมื่อเข้าใจคำว่า "ภาษีรถยนต์" แล้ว เรามาดูวิธีจัดเก็บภาษีรถยนต์ใหม่ที่คิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กัน โดยเริ่มจาก
กลุ่มรถยนต์สันดาป (ICE) หรือที่เรีียกว่า รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน 100%
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน 100 กรัม/กม. คิด 13 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 100 แต่ไม่เกิน 120 กรัม/กม. คิด 22 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 120 แต่ไม่เกิน 150 กรัม/กม. คิด 25 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 150 แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กม. คิด 29 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 200 กรัม/กม. คิด 34 %
- เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร หรือจำพวกรถยนต์หรู รถซุปเปอร์คาร์ คิด 50 %
กลุ่มรถยนต์ไฮบริด HEV และรถยนต์ไมลด์ไฮบริด MHEV
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน 100 กรัม/กม. คิด 6 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 100 แต่ไม่เกิน 120 กรัม/กม. คิด 9 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 120 แต่ไม่เกิน 150 กรัม/กม. คิด 14 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 150 แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กม. คิด 19 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เกิน 200 กรัม/กม. คิด 24 %
- เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร คิด 40 %
กลุ่มรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด หรือ PHEV ที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเข้าด้วยกัน
- รถรุ่นที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนไม่ต่ำกว่า 80 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง คิดภาษี 5 %
- รถรุ่นที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนต่ำกว่า 80 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง คิดภาษี 10 %
- รถที่ใช้เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร คิด 30 %
โดยมีข้อแม้ว่าต้องติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ หรือ ADAS อย่างน้อย 2 ระบบ และต้องใช้แบตเตอรีที่ผลิตในไทยตั้งแต่ปี 2569
กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV
- รถยนต์ไฟฟ้า ลดลงจาก 8 % เหลือ 2 %
- รถกระบะพลังงานไฟฟ้าจาก 0 % เพิ่มเป็น 2 %

ภาษีรถยนต์ใหม่ 2569 ส่งกระทบกับผู้ใช้งานอย่างไรบ้าง
ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ขอสรุปไว้ดังนี้ : รถยนต์ใหม่ป้ายแดงที่ทำการซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 โดยเฉพาะรถน้ำมันราคาจะปรับขึ้นทันทีตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป ส่วนรถหรู รถซูเปอร์คาร์ ที่เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตรจะมีการปรับราคาขึ้นตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลักล้านเลยทีเดียว
ส่วนรถยนต์ไฮบริด HEV และรถยนต์ไมลด์ไฮบริด MHEV นั้นต้องมากางดูก่อนว่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์นั้นเกิน 100 กรัม/กม.หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น รถไฮบริดรุ่นยอดนิยมเคยถูกเก็บภาษีรถใหม่ที่อัตรา 4% แต่เมื่อรัฐบาลประกาศใช้โครงสร้างภาษีใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 กลายเป็นว่า รถไฮบริดรุ่นยอดนิยม ต้องถูกเก็บภาษีรถใหม่ที่อัตรา 6% หรือแพงขึ้น 2% นั่นเอง
...
มาที่รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV กันบ้าง หลายคนอาจจะเห็นว่ารถยนต์กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบจากโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ 2569 นี้มากที่สุดเพราะยังได้คิดภาษีในอัตรา 2% ตามเดิม ส่วนรถกระบะพลังงานไฟฟ้ากลับเพิ่มเป็น 2% แทน
อย่างไรก็ตามการปรับภาษีรถยนต์ใหม่ที่ประกาศใช้นี้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติไทยที่มุ่งสู่ Carbon Neutrality หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี ค.ศ.2065 ซึ่งแน่นอนว่านโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ถือเป็นมาตรการหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนให้ไทยบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
แต่หลายคนกลับมองว่า การที่รัฐบาลผลักดันให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยนั้นมาถูกทางจริงหรือไม่ การผลักดันนี้ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยอย่างไรบ้าง และอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเริ่มเผชิญกับปริมาณแบตเตอรี่หมดอายุ (End-of-Life: EoL) จำนวนมหาศาลที่ต้องรับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้หรือไม่

...
ความท้าทายและความเสี่ยงจากซากแบตเตอรี่
ทั้งนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ระบุว่า ความต้องการใช้แบตเตอรี่ของประเทศไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคขนส่ง พบว่า มีการนำเข้าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าสะสมมากกว่า 1.7 ล้านแพ็ก รวมมูลค่าการนำเข้ากว่า 16,976 ล้านบาท และแบตเตอรี่นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์กว่า 1 แสนชิ้น รวมมูลค่ามูลค่าการนำเข้ากว่า 3,321 ล้านบาท
ทั้งนี้ แบตเตอรี่เหล่านี้นำเข้าจาก 5 ประเทศหลัก คือ จีน, ญี่ปุ่น, เยอรมนี, สโลวีเนีย, และ ฟินแลนด์ ซึ่งจะเริ่มทยอยสิ้นอายุตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตามซากแบตเตอรี่จัดเป็นของเสียอันตรายที่สร้างผลกระทบในหลายมิติ ด้านสิ่งแวดล้อม แบตเตอรี่ที่ถูกกำจัดอย่างไม่ถูกวิธีอาจก่อให้เกิดการรั่วไหลของโลหะหนักลงสู่ดินและแหล่งน้ำ
ด้านสุขภาพ การสัมผัสสารพิษโดยตรงหรือทางอ้อมอาจก่อให้เกิดการสะสมโลหะหนักในร่างกายและส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ระบบหายใจ และอวัยวะสำคัญ
ด้านเศรษฐกิจ ประเทศจะสูญเสียแหล่งวัตถุดิบที่มีมูลค่าสูง ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อการกำจัดหรือส่งออกซากเหล่านี้ และยังต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาวัตถุดิบนำเข้าซึ่งอยู่ภายใต้ปัจจัยทางการเมือง และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
แต่ทว่าในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีระบบการจัดการแบตเตอรี่หมดอายุที่ครบวงจร และมีประสิทธิภาพเพียงพอ หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม ปริมาณซากแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจกลายเป็นภาระหนักต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
...