สถานการณ์การประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านได้ลุกลามไปยังกรุงลอนดอน โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ชุมนุมได้บุกปีนขึ้นไปบนระเบียงของสถานทูตอิหร่านในย่านเคนซิงตัน และทำการปลดธงชาติอิหร่าน ท่ามกลางเสียงเชียร์จากผู้ชุมนุมหลายร้อยคนที่รวมตัวกันอยู่ด้านล่าง.

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่การประท้วงในประเทศอิหร่านเข้าสู่วันที่ 13 โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 ราย เนื่องจากประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้องสิทธิมนุษยชนและหยุดการใช้ความรุนแรงจากรัฐบาล.

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจนครบาลลอนดอนได้จับกุมผู้ประท้วง 2 ราย โดยมีการตั้งข้อหาบุกรุกและทำร้ายเจ้าหน้าที่ ขณะที่อีกคนถูกตั้งข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ.

บรรยากาศการชุมนุมในลอนดอนเต็มไปด้วยการโบกธงและตะโกนคำขวัญต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน พร้อมมีการถือรูปของเจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารพลัดถิ่นที่ถูกโค่นอำนาจในปี 1979.

การประท้วงครั้งนี้เริ่มต้นจากปัญหาเศรษฐกิจและได้ขยายเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยรัฐบาลอิหร่านได้สั่งตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อควบคุมการสื่อสาร.

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้ออกมาประณามผู้ประท้วงว่าเป็น “ผู้ก่อความไม่สงบ” และกล่าวหาว่ากลุ่มนี้ทำเพื่อเอาใจประธานาธิบดีสหรัฐฯ.

นายกรัฐมนตรีอังกฤษ, ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อแสดงความกังวลต่อการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่อิหร่าน และเรียกร้องให้มีการอนุญาตให้ประชาชนแสดงออกอย่างสงบ.