“ทนายแจม” โต้ปมตั้งคณะทำงานความเสมอภาคฯ ยันไม่ได้อยู่เหนือกฎและไม่ใช่กบฏพรรค ชี้ บทเรียนซ้ำซากทำลายความเชื่อมั่น ถึงเวลาต้องเซ็ตมาตรฐานใหม่ตัดสินวินัย-คัดสรรผู้สมัคร ไม่ได้แถลงโดยพลการ
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ ทนายแจม ว่าที่ สส.กทม. พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรคประชาชน (คสพป.) ว่า เรื่องคณะทำงานนี้มีไอเดียตั้งแต่ปีที่แล้วที่จะเข้ามาดูเรื่องประเด็นที่เกี่ยวกับสังคม เรื่องทางเพศ แต่ยังไม่ได้เสร็จเป็นทางการ เป็นเพียงการคุยกันว่าเราจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ได้มีไปคุยปรึกษาเครือข่ายที่ทำงานเรื่องนี้ และทำงานร่วมกับคณะก้าวหน้า ดูเรื่องการทำงานวิจัย การออกคู่มือการป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการที่จะมีปีกหรือคณะทำงานที่ทำเรื่องนี้ การพิจารณาแต่ละครั้งที่จะต้องใช้เลนส์ของความเท่าเทียมทางเพศให้มีบทบาทในการตัดสินใจด้วย เพราะในหลายครั้งหลายประเด็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะมุมมองอีกแบบหนึ่งที่คณะกรรมการวินัยหรือกรรมการบริหารของพรรคไม่ได้มองถึงส่วนนี้ แม้ว่าเขาจะเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้ จริงๆ โครงการนี้ตั้งใจจะเริ่มตั้งแต่ปีนี้ โดยจะทำทั้งสิ้น 3 ปี ลากยาวไปถึงปี 2571 แต่เรื่องคดีข่มขืนมาเกิดก่อน
เมื่อถามว่าคดีข่มขืนที่เกิดขึ้นมาประจวบเหมาะพอดีใช่หรือไม่ น.ส.ศศินันท์ กล่าวว่า ใช่ เราวางแผนไว้อยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามต่อ คณะทำงานชุดนี้จะไปอยู่ส่วนไหน เพราะปกติในการพิจารณามีคณะกรรมการวินัยของพรรคอยู่แล้ว น.ส.ศศินันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้เราจะต้องนัดคุยกับผู้บริหารพรรคอีกครั้งหนึ่ง และเนื่องจากโครงการนี้มีหลายส่วนไม่ใช่แค่ สส. แต่คือผู้สมัคร คนทำงานในพรรค มดงานทั้งหมด พนักงานที่ต้องมีพื้นที่ปลอดภัย ถือเป็นเป้าหมายที่เราคิดเอาไว้ เพื่อให้งานการเมืองไปในทิศทางเดียวกัน
...
“เราอยู่ภายใต้พรรคประชาชนนี่แหละ แต่เราไม่ได้ไป Over rule (อยู่เหนือกฎ) กับคณะกรรมการวินัยหรือคณะกรรมการคัดสรรขนาดนั้น แต่ในกรณีที่มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ จะต้องมีการให้คณะทำงานของเรา มีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วยว่าจะส่งหรือไม่ส่งผู้สมัครหรือเข้าไปเป็นสัดส่วนในกรรมการวินัยเฉพาะกิจ”
ส่วนกรณีที่ นายเอกราช อุดมอำนวย ว่าที่ สส.กทม. ออกมาแสดงความเห็นด้วยนั้น น.ส.ศศินันท์ ระบุ ต้องบอกว่าการทำงานประเด็นที่ละเอียดอ่อนทุกครั้ง ไม่มีทางที่ทุกคนจะเห็นด้วย 100% อยู่แล้ว จะมีคนที่อาจจะมองอีกแบบหนึ่ง แต่โดยหลักใหญ่ใจความเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราทำขึ้นมาเอง แต่ผ่านกระบวนการศึกษา เรียนรู้
“เราออกมาถอดบทเรียนกันกี่รอบก็ไม่รู้ เราออกมาขอโทษกันกี่รอบก็ไม่รู้ ถึงเวลาที่เราจะต้องมาเซ็ตมาตรฐาน ถ้าของเดิมมันดีอยู่แล้ว มันจะไม่เกิดปัญหาใช่หรือไม่ ไม่เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่เกิดปัญหาในเชิงความเชื่อมั่นในพรรคขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับก่อนว่ามีปัญหา แจมเชื่อว่าพรรคเรียนรู้”
น.ส.ศศินันท์ ย้ำด้วยว่า อย่างเรื่องแถลงการณ์ไม่ใช่ว่าเราออกแถลงการณ์เองในคณะโดยพลการ เราพูดบนเวทีสัมมนาของพรรคเมื่อวันเสาร์ (21 กุมภาพันธ์ 2569) ซึ่งพรรคก็เป็นคนมอบหมายให้เราขึ้นไปพูดถึงคณะทำงานนี้ว่าจะทำอย่างไร เพื่อเชิญชวนองคาพยพของประชาชนมาร่วมกัน เพราะเราเห็นปัญหานี้ร่วมกัน เราเห็นปัญหาที่ จ.มหาสารคาม เป็นกรณีศึกษาที่หนัก และทุกภาคส่วนต้องแบกรับปัญหานี้กันหมด เพราะฉะนั้นพรรคจึงให้คณะทำงานนี้ขึ้นมา มันติดค้างคาใจทุกคน พรรคใช้คำว่าเหมือนกับเป็นรูระบายให้เราได้แสดงถึงจุดยืนสิ่งที่เรามองเห็นปัญหาร่วมกัน และสะท้อนไปยังผู้บริหารของพรรค ตนผ่านการคุยกับผู้บริหารแล้วว่าจะออกแถลงการณ์และเรียกร้องอะไรบ้าง
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าไม่ได้เป็นกบฏต่อต้านรูปแบบคณะกรรมการสรรหาที่มีอยู่แล้วใช่หรือไม่ น.ส.ศศินันท์ ตอบว่า ไม่ใช่แน่นอน ทุกคนที่ร่วมลงชื่อเราเห็นว่าพรรคคือพาหนะที่เป็นความหวังให้กับพวกเราได้อยู่ รวมถึงประชาชนอีกจำนวนมาก เรายังเชื่อว่าพรรคประชาชน เป็นพรรคที่พร้อมจะเปิดรับในทุกเรื่อง เรียนรู้ ปรับปรุงและพัฒนาได้ เป็นพรรคที่มีความหวังมากกว่า ถ้าเราหมดหวังกับพรรค เราคงไม่มีแถลงการณ์ขึ้นมาแน่นอน แต่เรากำลังคิดว่าในเมื่อมีสถานการณ์ที่เกิดเรื่องความเชื่อมั่นที่อาจจะลดน้อยถอยลง เราก็ต้องยอมรับถึงปัญหานั้นและมาแก้ปัญหานั้นด้วยกัน.