เบอร์ธา เบนซ์ (นามสกุลเดิม ริงเกอร์) เป็นบุตรคนที่สามจากทั้งหมดเก้าคน บิดาของเธอคือ คาร์ล ฟรีดริช ริงเกอร์ ช่างรับเหมาก่อสร้างและช่างไม้ฝีมือเยี่ยม  มารดาคือ ออกุสต์ ฟรีดริช ริงเกอร์ ทั้งสองเป็นบุคคลร่ำรวย และลงทุนอย่างมากเพื่อสนับสนุนการศึกษาของบุตรธิดาเพื่อให้มีความรอบรู้ทันต่อยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนไป  เบอร์ธา ริงเกอร์ เข้าเรียนในโรงเรียนประจำที่เมืองพฟอร์ซไฮม์เป็นเวลา 10 ปี ความทะเยอทะยานและความหลงใหลในนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอยู่ในตัวของผู้หญิงคนนี้มาตั้งแต่เด็กๆ

ปี 1869 เบอร์ธา ริงเกอร์ พบรักกับ คาร์ล เบนซ์ ในงานเลี้ยงของสโมสรไอน์ทรัค ในห้วงเวลานั้น เบนซ์เป็นนักประดิษฐ์หนุ่มผู้กระตือรือร้น สนใจในการพัฒนาเครื่องยนต์สำหรับยานพาหนะโดยไม่พึ่งพาม้าอีกต่อไป เบอร์ธา ริงเกอร์ ดูเหมือนจะมีสายตาที่ยาวไกลและเชื่อมั่นในศักยภาพของเบนซ์แฟนหนุ่มในฐานะนักประดิษฐ์หน้าใหม่ไฟแรง การชื่นชมในผลงานของคาร์ล ทำให้เธอควักเงินลงทุนจำนวนมาก ด้วยเงินส่วนตัวที่เก็บหอมรอมริบในฐานะลูกสาวมหาเศรษฐี เพื่อลงทุนในโครงการของคาร์ล แม้ว่าวิสัยทัศน์ของเบนซ์จะดูดี แต่เขาก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในการทำให้สิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นขึ้นมาเป็นจริงเป็นจังซะที เรียกว่าสร้างและทดสอบไปเรื่อยๆ โดยไม่มีวี่แววว่าจะผลิตอะไรออกมาเพื่อขายเอากำไรแบบเป็นชิ้นเป็นอัน

...

สองปีก่อนการแต่งงาน เบอร์ธา ควักเงินจำนวนไม่น้อยเพื่อซื้อหุ้นคืนจากหุ้นส่วนทางธุรกิจที่ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือซึ่งเป็นเพื่อนของ คาร์ล เบนซ์ เนื่องจากในขณะนั้น เบอร์ธายังไม่ได้แต่งงาน เธอจึงยังคงมีสิทธิทางกฎหมายในฐานะนักลงทุนทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เดือนกรกฎาคม ปี 1872 เมื่อความรักสุกงอม เบอร์ธา ริงเกอร์ และ คาร์ล เบนซ์ จูงมือไปแต่งงานกันที่เมืองฟอร์ซไฮม์....หลังจากที่ทั้งคู่แต่งงานกัน ตามกฎหมายเยอรมันในยุคนั้น เมื่อแต่งงานและมีสามีแล้ว จะไม่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นนักลงทุนในธุรกิจของสามีอีกต่อไป แม้ว่าสินสอดของเธอจะถูกนำไปใช้ในการสนับสนุนโครงการผลิตรถยนต์ของคาร์ลก็ตาม 

นอกจากจะให้การสนับสนุนทางการเงินแล้ว เบอร์ธา เบนซ์ ยังให้ความช่วยเหลือภาคปฏิบัติในโครงการต่างๆ ของสามีอยู่บ่อยครั้ง ทั้งสองเป็นคู่สามีภรรยาตัวอย่างที่ต่างสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในการพัฒนาศักยภาพของยานยนต์ ในโอกาสหนึ่ง ทั้งคู่ช่วยกันพันขดลวดทองแดงเพื่อสร้างระบบจุดระเบิดจนสำเร็จ

ความสัมพันธ์ระหว่าง เบอร์ธา เบนซ์ กับพ่อของเธอ (Karl Friedrich Ringer) เป็นส่วนผสมของความรัก ความขัดแย้งทางความคิด และต่อมาก็เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เธอกลายเป็นหญิงแกร่งในเวลาต่อมา 

 พ่อผู้มั่งคั่งและเข้มงวด การ

เป็นช่างไม้ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนกลายเป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่งในเมือง ฟอร์มไฮม   ครอบครัว ริงเกอร์ จัดอยู่ในชนชั้นสูงที่มีหน้ามีตาในสังคม พ่อของเธอคาดหวังให้ลูกสาวแต่งงานกับชายที่มีฐานะมั่นคงและมีหน้ามีตาเท่าเทียมกัน เพื่อรักษาความมั่งคั่งและชื่อเสียงของวงค์ตระกูล การที่เบอร์ธามีจิตผูกพันกับคาร์ล  ทำให้พ่อมองดูว่าไม่น่าจะมีอนาคต ทำให้ทั้งพ่อและลูกสาวไม่ค่อยจะลงรอยกันนัก 

"ความผิดหวัง" ที่ต่อมา..กลายเป็นแรงผลักดัน มีบันทึกที่น่าสนใจระบุว่า เมื่อตอนที่ Bertha เกิด พ่อของเธอได้เขียนลงในคัมภีร์ไบเบิลประจำตระกูล ด้วยความเสียดายว่า "น่าเสียดายที่เป็นเด็กผู้หญิงอีกคน" ในยุคนั้น คนเยอรมันและผู้คนส่วนใหญ่ในโลกคิดเหมือนครอบครัวคนจีนที่ว่า ลูกชาย จะต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการและสติปัญญาของพ่อต่อไป ส่วนลูกสาวนั้น...มีหน้าที่แต่งงานและออกจากครอบครัวไปใช้ชีวิตกับสามี Bertha บังเอิญไปเห็นข้อความนี้เข้า  ทำให้ข้อความดังกล่าวกลายเป็นปมในใจที่เธอตั้งใจจะพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่า "ผู้หญิงก็สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีความเข้าใจในเรื่องเครื่องจักรกลได้ไม่แพ้ผู้ชาย" 

...

เมื่อ เบอร์ธา พบกับคาร์ล ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงวิศวกรที่ยากจนและดูเหมือนจะไม่มีอนาคต เพราะคิดอะไรทำอะไรก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ พ่อของเธอจึงคัดค้านอย่างหนัก พ่อมองว่า คาร์ล เป็นหนุ่มวิศวกรถังแตกที่ชอบเพ้อฝัน และน่าจะไม่สามารถเลี้ยงดูเบอร์ธาให้สุขสบายเหมือนอยู่ที่บ้านได้ แต่ Bertha ยืนกรานในทางเลือกของเธอเอง ด้วยความเชื่อมั่นในตัวของคาร์ล ที่มากกว่าพ่อของเธอเชื่อหลายเท่า!

ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปี 1879 ครอบครัวเบนซ์ สามารถทำให้เครื่องยนต์สองจังหวะทำงานได้เป็นครั้งแรก ในเดือนธันวาคมปี 1885 งานของเบนซ์เกี่ยวกับรถยนต์ไร้ม้าคันแรก ก็เสร็จสมบูรณ์ ปีต่อมา ในวันที่ 29 มกราคม 1886 คาร์ล เบนซ์ได้ยื่นคำขอจดสิทธิบัตรสำหรับ รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน  แต่ต่อมา ก็ได้รับการต่อต้านอย่างมากจากประชาชนทั่วไป ผู้คนไม่แน่ใจเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการเปลี่ยนจากรถม้าไปเป็นรถยนต์   เครื่องยนต์ของเบนซ์ก็ยังไม่ได้รับการทดสอบในระยะทางไกลๆ คาร์ล เบนซ์ พยายามอย่างหนักในการทำการตลาดรถยนต์ที่จดสิทธิบัตรของเขา แต่เบอร์ธา ผู้เป็นภรรยาที่มองการไกลรู้คุณค่าของสิ่งประดิษฐ์ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเดินทางของมนุษย์ ในระหว่างกระบวนการยื่นคำขอ เธอไม่สามารถยื่นขอสิทธิบัตรพร้อมกับสามีได้ตามกฎหมาย แม้ว่าเธอจะให้การสนับสนุนทางการเงินและด้านวิศวกรรมภาคปฏิบัติก็ตาม

...

เช้าตรู่ของวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1888 เบอร์ธา เบนซ์ และลูกชายของเธอ ยูเจน เบนซ์ อายุ 15 ปี และริชาร์ด เบนซ์ อายุ 13 ปี ออกเดินทางด้วย Benz Patent Motorwagen รถสามล้อต้นแบบแนวคิดคันแรกของคาร์ล โดยที่เขายังคงหลับอยู่ เธอทิ้งโน้ตไว้บนโต๊ะอาหาร ระบุว่าเธอและลูกชายกำลังจะไปเยี่ยมแม่ของเธอที่เมืองฟอร์ซไฮม์ซึ่งอยู่ไกลออกไปประมาณ 100 กิโลเมตร ในเวลานั้นเธอไม่มีใบขับขี่ (คาร์ล เบนซ์ สามีของเธอเพิ่งได้รับใบขับขี่ใบแรกของโลกเพียงไม่กี่วันก่อนหน้านั้น)

...

การเดินทางของ เบอร์ธา เบนซ์ กับลูกชาย ถือเป็นการเดินทางระยะไกลแห่งประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นได้ทั้งการผจญภัยและการทดสอบรถยนต์ครั้งแรกของโลก ทั้งสามคนเดินทางจากเมืองมันน์ไฮม์ไปยังเมืองฟอร์ซไฮม์โดยใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมง  ขับรถบนถนนลูกรังขึ้นลงเนินเขาประมาณ 100 กิโลเมตร เพื่อกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่เมืองฟอร์ซไฮม หลังจากไปถึงยังจุดหมายปลายทางด้วยความยากลำบาก คาร์ล ได้รับแจ้งความสำเร็จของรถยนต์ต้นแบบ Benz Patent Motorwagen  ทางโทรเลข ระหว่างการเดินทาง เบอร์ธาได้ทำการซ่อมแซมรถหลายครั้งด้วยสิ่งของง่ายๆ ที่หาได้รอบๆตัว เธอใช้สายรัดถุงน่องซ่อมระบบจุดระเบิด และใช้ปิ่นปักหมวกที่ยึดติดกับเส้นผมมาแหย่ท่อน้ำมันที่อุดตัน สามแม่ลูกยังแวะร้านขายยาในเมืองวิสลอค เพื่อซื้อลิโกรอิน หรือปริโตเลียมอีเธอร์ จากเภสัชกรอีกสองสามลิตร ลิโกรอิน เป็นสารทำความสะอาดที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมสำหรับเครื่องยนต์สูบเดียว (จนถึงทุกวันนี้ หลายคนยังคงถือว่าร้านขายยานี้เป็นสถานีเติมเชื้อเพลิงหรือปั๊มน้ำมันแห่งแรกของโลก)

ระหว่างการเดินทางกลับ ผ้าเบรกของรถ Motorwagen เกิดสึกหรอ เบอร์ธา เบนซ์ แวะร้างซ่อมรองเท้า โดยให้ช่างซ่อมรองเท้าเปลี่ยนผ้าเบรกด้วยการใช้แถบหนังหนาๆแทนที่ผ้าเบรกไม้แบบแรก ซึ่งนั่นถือเป็นการประดิษฐ์คิดค้นผ้าเบรกขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลกด้วยเช่นกัน การเดินทางครั้งนั้น พิสูจน์ให้ผู้ที่ดูถูกเห็นว่า Motorwagen มีศักยภาพมากพอที่จะกลายเป็นยานพาหนะแบบใหม่ซึ่งทดแทนรถม้าได้ ปัญหาต่างๆระหว่างการเดินทาง ถือเป็นการทดสอบรถยนต์ครั้งแรกไปในตัว และช่วยปรับปรุงระบบส่งกำลังกับจุดอื่นๆที่ยังไม่สมบูรณ์แบบอีกเพียบ ระหว่างทาง เบอร์ธาและลูกชายต้องช่วยกันเข็นรถ Motorwagen ขึ้นเนิน เธอจึงแนะนำให้คาร์ลเพิ่มเกียร์ที่สามและผ้าเบรกในรุ่นต่อไป คำแนะนำเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในรถเบนซ์รุ่นต่อๆ มาที่ผลิตออกขาย 

ก่อนการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ของ เบอร์ธา เบนซ์ การขับขี่ยานยนต์ส่วนใหญ่เป็นการทดลองวิ่งที่ต้องได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ ถนนที่ทั้งสามคนใช้เดินทาง ยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ และรู้จักกันดีในชื่อเส้นทางอนุสรณ์ของ เบอร์ธา เบนซ์ หญิงแกร่งคนนี้ยังได้รับการยกย่องให้เข้าสู่หอเกียรติยศยานยนต์ในปี 2016 เบอร์ธาและคาร์ล (ได้รับการยกย่องในปี 1984) กลายเป็นคู่สามีภรรยาเพียงคู่เดียวของโลกที่ได้รับการยกย่องให้เข้าสู่หอเกียรติยศยานยนต์

ความสำคัญในประวัติศาสตร์

ผู้ลงทุนรายแรก เบอร์ธา เบนซ์ ใช้เงินสินเดิม (Dowry) ของเธอลงทุนในโรงงานของ Carl ก่อนที่ทั้งคู่จะแต่งงานกัน เพื่อสนับสนุนความฝันในการสร้าง "รถม้าไร้ม้า" ของสามี

การเดินทางประวัติศาสตร์ (1888): ในยุคที่ผู้คนยังคลางแคลงใจในรถยนต์ เบอร์ธา ตัดสินใจแอบพาลูกชาย 2 คนขับรถ Benz Patent-Motorwagen Model III เดินทางไกลกว่า 106 กิโลเมตรจากเมือง Mannheim ไปยัง Pforzheim เพื่อพิสูจน์ว่ารถยนต์สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

นักซ่อมรถและผู้คิดค้นเบรก: ระหว่างการเดินทาง เธอต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากมาย เช่น ใช้ เข็มกลัดติดหมวก แหย่ทำความสะอาดท่อน้ำมันที่อุดตัน ใช้สายรัดถุงน่อง พันสายไฟในบริเวณที่เป็นฉนวนซึ่งเกิดการชำรุด ให้ช่างทำรองเท้าช่วยนำแผ่นหนังมาติดที่เบรกไม้ เพื่อเพิ่มความฝืดจนกลายเป็น "ผ้าเบรก" (Brake Lining) ชิ้นแรกของโลก

ปั๊มน้ำมันแห่งแรก: เบอร์ธา เบนซ์ แวะซื้อน้ำมัน Ligroin (ซึ่งสมัยนั้นเป็นน้ำยาทำความสะอาด) จากร้านขายยาในเมือง Wiesloch ทำให้ร้านแห่งนั้นถูกจารึกว่าเป็น สถานีเติมน้ำมันแห่งแรกของโลก 

การเดินทางของเธอเปลี่ยนมุมมองของโลกที่มีต่อรถยนต์จาก "ของเล่นราคาแพง" ให้กลายเป็น "ยานพาหนะที่ขาดไม่ได้" และนำไปสู่ความสำเร็จของแบรนด์ Mercedes-Benz ในเวลาต่อมา.



140 ปีที่ผ่านมา Mercedes-Benz สร้างนวัตกรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอย่างต่อเนื่อง โดยมีหมุดหมายสำคัญดังนี้:

ยุคบุกเบิกและการกำเนิดรถยนต์ (1886 - 1930s)1886: Benz Patent-Motorwagen การจดสิทธิบัตร รถยนต์คันแรกของโลก โดย Karl Benz ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน

1888: การเดินทางไกลครั้งแรก Bertha Benz พิสูจน์ว่ารถยนต์ใช้งานได้จริงด้วยการขับรถระยะทาง 104 กม.

1923: เครื่องยนต์ Supercharger เริ่มผลิตรถยนต์ที่ใช้ซูเปอร์ชาร์จเจอร์เพื่อเพิ่มสมรรถนะ

1936: รถยนต์ดีเซลคันแรก รุ่น 260 D เป็นรถเก๋งรุ่นแรกของโลกที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 

นวัตกรรมด้านความปลอดภัย (1950s - 1990s)1951: Crumple Zone คิดค้น "โซนยุบตัว" เพื่อดูดซับแรงกระแทกจากการชน

1954: Direct Fuel Injection นำระบบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงมาใช้ในรุ่น 300 SL เป็นครั้งแรกในรถสี่จังหวะ

1978: ระบบ ABS เปิดตัวระบบป้องกันล้อล็อก (Anti-lock Braking System) ใน S-Class (W116)

1981: Airbag & Seatbelt Tensioner ติดตั้งถุงลมนิรภัยและระบบดึงกลับสายเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติเป็นครั้งแรก

1995: ระบบ ESP® คิดค้นระบบควบคุมการทรงตัวอิเล็กทรอนิกส์ที่กลายเป็นมาตรฐานความปลอดภัยทั่วโลกในปัจจุบัน 

ยุคดิจิทัลและยานยนต์ไฟฟ้า (2000s - ปัจจุบัน)2002: PRE-SAFE® ระบบเตรียมความพร้อมก่อนเกิดอุบัติเหตุ เช่น การดึงสายเข็มขัดให้ตึงหรือปิดกระจกอัตโนมัติ

2016: Car-to-X Communication รถยนต์สามารถสื่อสารกับรถคันอื่นหรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเตือนภัยล่วงหน้า

2026 (เป้าหมาย): Software-Defined & Electric Mobility ก้าวเข้าสู่ปีที่ 140 ด้วยการเปิดตัว The all-new electric CLA และรถยนต์รุ่นใหม่กว่า 40 รุ่นที่เน้นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า 100% รถยนต์พลังงานผสม PHEV และซอฟต์แวร์อัจฉริยะ...

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/