Mercedes-AMG และ BMW M หันไปใช้ระบบปลั๊กอินไฮบริดเพื่อไม่ให้มีปัญหากับมาตรการกีดกันรถที่ปล่อยมลพิษในยุคนี้ และตอนนี้ก็ถึงตาของ Audi Sport ที่จะต้องโชว์ของแรงตามออกมาขิง การเปิดตัวรถยนต์สมรรถนะสูง เครื่องยนต์ V6 ทวินเทอร์โบ เสียบด้วยพลังงานไฟฟ้า ด้วยรถรุ่นใหม่ล่าสุด RS5 Quattro แน่นนอนว่า กฎระเบียบด้านการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดขึ้นของ EU กำลังบีบบังคับให้บริษัทรถยนต์ในยุโรปต้องปรับปรุงรถรุ่นพิเศษที่มีกำลังมากกว่าปกติให้เป็นไปตามกฎหมายของสหภาพยุโรปที่เข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ


...



RS เสียบ PHEV รุ่นแรกของ Ingolstadt  คันนี้ มีเป้าหมายที่จะสร้างสมดุลระหว่างวิธีการแบบเดิมกับยุคใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้า แทนที่จะลดขนาดเครื่องยนต์เหลือเพียงสี่สูบ Audi Sport ยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน V6 เทอร์โบชาร์จคู่ ความจุ 2.9 ลิตร การปรับจูน ทำให้เครื่อง V6 คายเรี่ยวแรงออกมาถึง 503 แรงม้า หรือมากกว่ารุ่นก่อน 59 แรงม้า

แน่นอนว่า RS ทุกโมเดลจะต้องใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ สำหรับ RS5 กำลังจากเครื่อง V6 ส่งไปยังล้อทั้งสี่ ผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ ZF8 Speed และระบบ Quattro แบบใหม่ พร้อมตัวกระจายแรงบิดที่เพลาหลัง Audi Sport ออกแบบโหมดเทแรงบิดไปที่ล้อหลัง 85% สำหรับการขับดริฟท์ โหมดดริฟท์ เหมาะสำหรับพื้นที่ปิดที่ไม่ใช่ถนนสาธารณะ เกียร์ Tiptronic เชื่อมต่อกับเฟืองท้าย Limited สามารถส่งแรงบิดได้มากถึง 85 เปอร์เซ็นต์ไปยังเพลาล้อหลัง ขึ้นอยู่กับสภาพการขับขี่ ซึ่งบางสถานการณ์ หน่วยประมวลผลของระบบขับเคลื่อน อาจส่งแรงบิดมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ไปยังล้อหน้า

...

เครื่องยนต์หกสูบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลัง 174 แรงม้า เมื่อรวมกันแล้ว ระบบปลั๊กอินไฮบริดใน new Audi RS5 Avant หรือ Sportback ให้กำลังสูงสุดถึง 630 แรงม้า  แรงบิด  825 นิวตันเมตร นั่นคือตัวเลขแรงม้าแรงบิดของรถรุ่นพี่อย่าง RS6 โฉมปัจจุบัน แต่ตอนนี้ รถรุ่นน้องอย่าง RS5 นั้น ขึ้นมาทาบรัศมีด้วยพลังที่ทัดเทียมกัน 

Audi RS5 รุ่นปี 2026 มีการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรมครั้งสำคัญ  ขุมพลัง Plug-in Hybrid (PHEV)  ครั้งแรกในตระกูล RS เพื่อเพิ่มสมรรถนะและลดการปล่อยไอเสีย  ระบบขับเคลื่อนไฮบริดประสิทธิภาพสูง เทคนิคใหม่ของ RS5 รุ่นนี้ คือ การผสานกำลังระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า 

...


เครื่องยนต์ปรับปรุงใหม่กว่า 60% โดยใช้ Miller combustion cycle  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้เทอร์โบแปรผัน (VTG): มีการปรับเปลี่ยนรูปทรงของเทอร์โบ (Revised turbo geometry)  ระบบอินเตอร์คูลเลอร์แบบ Water-to-air เพื่อการระบายความร้อนที่ดียิ่งขึ้น มอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 130 กิโลวัตต์ (177 แรงม้า) ถูกติดตั้งรวมเข้ากับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด  ส่งแรงบิดได้ทันทีตั้งแต่เริ่มออกตัว  แรงกว่ารุ่นเดิมและแรงกว่า RS6 Performance รุ่นก่อนหน้า  

การทำงานของเทอร์โบ VTG (Variable Turbine Geometry) หรือที่เรียกกันว่า "เทอร์โบแปรผัน" ในเครื่องยนต์ Audi RS5 2026 คือการใช้ ครีบปรับทิศทางไอเสีย (Vanes) ที่สามารถขยับมุมได้ เพื่อควบคุมความเร็วและแรงดันของไอเสียที่ไปปะทะใบกังหันเทอร์โบ  

...

กลไกการทำงานแบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก ดังนี้:

รอบเครื่องยนต์ต่ำ (Low RPM):ครีบจะ "หุบตัวลง" เพื่อจำกัดช่องทางเดินไอเสียให้แคบลงผลที่ได้: ไอเสียจะไหลผ่านช่องแคบด้วยความเร็วที่สูงขึ้นมาก (คล้ายกับการบีบปากสายยางฉีดน้ำ) ทำให้ใบกังหันหมุนเร็วขึ้นและสร้างแรงบูสต์ได้ทันที ช่วยลดอาการ Turbo Lag และเพิ่มแรงบิดได้ตั้งแต่รอบต่ำ รอบเครื่องยนต์สูง (High RPM) ครีบจะ  กางตัวออกเพื่อเพิ่มพื้นที่หน้าตัดให้ไอเสียไหลผ่านได้สะดวกขึ้น ผลที่ได้คือ ช่วยลดแรงดันย้อนกลับ (Back pressure) ในระบบท่อไอเสีย ทำให้เครื่องยนต์คายไอเสียได้หมดจดและสร้างพละกำลังสูงสุดได้ต่อเนื่องโดยที่เทอร์โบไม่ "อั้น"  

ทำไมถึงสำคัญสำหรับ Audi RS5 2026? เทคโนโลยีนี้ เดิมทีนิยมใช้ในเครื่องยนต์ดีเซล เนื่องจากอุณหภูมิไอเสียไม่สูงมาก แต่สำหรับเครื่องยนต์เบนซินสมรรถนะสูงของ Audi RS5 รุ่นใหม่นี้ วิศวกรได้ใช้วัสดุที่ทนความร้อนสูงเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถใช้ข้อดีของ VTG ในการตอบสนองที่ฉับไวประดุจรถเครื่องยนต์ใหญ่ (N/A) แต่มีพลังมหาศาลแบบเทอร์โบชาร์จ

ระบบ quattro ใน Audi RS5 รุ่นปี 2026 (B10) ถูกยกเครื่องใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับพละกำลังมหาศาลจากระบบไฮบริด โดยเปลี่ยนจากระบบเชิงกลแบบเดิมมาเป็นระบบอัจฉริยะที่เรียกว่า "quattro with Dynamic Torque Control" 

จุดเด่นที่ทำให้ระบบนี้แตกต่างจากเดิม 

Electro-mechanical Torque Vectoring (ครั้งแรกของโลก) เพลาหลังมีการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (8-11 แรงม้า) ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมแรงบิดระหว่างล้อซ้ายและขวาอย่างอิสระ สามารถส่งแรงบิดได้สูงสุดถึง 2,000 นิวตันเมตร ไปยังล้อใดล้อหนึ่งได้ภายในเวลาเพียง 15 มิลลิวินาที 

การกระจายแรงบิดหน้า-หลัง: ใช้ชุดเกียร์แบบ Center Differential ใหม่ที่สามารถส่งกำลังไปยังล้อหลังได้สูงสุดถึง 100% ในบางสถาณการณ์ หรือปรับเปลี่ยนได้ตั้งแต่ 70:30 ไปจนถึง 15:85 (หน้า:หลัง) ตามโหมดการขับขี่โหมด RS Torque Rear (Drift Mode)  

เทคโนโลยีใหม่นี้ช่วยให้รถมีอาการ Oversteer ได้ง่ายขึ้นเมื่อต้องการ หรือที่เรียกกันว่า "โหมดดริฟต์" โดยระบบจะเน้นส่งแรงบิดไปที่ล้อหลังด้านนอกโค้งเพื่อช่วยให้ท้ายรถกวาดออกอย่างควบคุมได้การตอบสนองที่แม่นยำ: หน่วยประมวลผลจะคำนวณการกระจายแรงบิดใหม่ทุกๆ 5 มิลลิวินาที (ความถี่ 200 Hz) ทำให้ระบบทำงานได้ละเอียดกว่าระบบ Mechanical แบบเดิมมาก ช่วยแก้ปัญหาหน้าดื้อโค้ง (Understeer) ที่เคยเป็นจุดอ่อนของตระกูล RS ได้อย่างหมดจด ระบบ quattro ใหม่นี้ไม่ใช่แค่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเพื่อการยึดเกาะ แต่เป็นระบบ "จัดการแรงบิด" ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยทำให้รถเข้าโค้งได้คมและสนุกเหมือนรถขับเคลื่อนล้อหลัง ในขณะที่ยังคงความปลอดภัยแบบขับเคลื่อน 4 ล้อไว้


เทคโนโลยีการขับเคลื่อนและช่วงล่าง 
Dynamic Torque Control: ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro เจนเนอเรชั่นใหม่ที่มาพร้อมระบบกระจายแรงบิดแบบ Electro-mechanical torque vectoring ที่เพลาหลังเป็นครั้งแรกในรถโปรดักชั่น ช่วยให้การเข้าโค้งแม่นยำและคล่องตัวสูงขึ้นระบบควบคุมอัจฉริยะ: หน่วยควบคุมจะคำนวณการกระจายแรงบิดที่เหมาะสมทุกๆ 5 มิลลิวินาที (ความถี่ 200 Hz) เพื่อความปลอดภัยและสนุกในการขับขี่โหมดการขับขี่: มีปุ่ม Boost Button บนพวงมาลัย RS sports เพื่อปลดปล่อยพลังงานสูงสุดในทันที

แบตเตอรี่และการชาร์จ  ติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 25.9 kWh ไว้ใต้พื้นห้องสัมภาระ ช่วยให้วิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ไกลประมาณ 80 กิโลเมตร  รองรับการชาร์จแบบ AC สูงสุด 11 kW สามารถชาร์จเต็มได้ภายในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง  

โหมด RS Torque Rear ใน Audi RS5 2026 คือวิวัฒนาการล่าสุดของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro ที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนบุคลิกของรถให้กลายเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังที่พร้อมจะ "ดริฟต์" ได้อย่างสนุกสนาน โดยมีกลไกสำคัญคือ มอเตอร์ไฟฟ้าที่เฟืองท้าย  

การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าที่เฟืองท้าย (Dynamic Torque Control) ต่างจากระบบเดิมที่ใช้คลัตช์ไฟฟ้าทั่วไป ใน RS5 ใหม่นี้ใช้เทคโนโลยี Electro-mechanical Torque Vectoring ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกในรถโปรดักชั่น ชุดมอเตอร์ 11 แรงม้า (8 kW) ติดตั้งอยู่ภายในเฟืองท้าย (Rear Transaxle) ทำหน้าที่เป็นตัวสั่งการ (Actuator) การกระจายแรงบิดมหาศาล มอเตอร์ตัวนี้ทำงานร่วมกับชุดเกียร์ Overdrive เพื่อสร้างส่วนต่างของแรงบิด ระหว่างล้อซ้ายและขวาได้สูงสุดถึง 2,000 นิวตันเมตร  ระบบจะคำนวณและปรับแรงบิดใหม่ทุกๆ 5 มิลลิวินาที (ความถี่ 200 Hz) ทำให้การส่งกำลังทำได้ในเวลาเพียง 15 มิลลิวินาที  เร็วกว่าระบบเชิงกลแบบเดิมมาก และทำงานตลอดเวลา ไม่ว่าจะกดคันเร่งหรือถอนคันเร่ง มอเตอร์ตัวนี้สามารถควบคุมการหมุนของล้อแต่ละข้างเพื่อช่วยในการเลี้ยวหรือรักษาเสถียรภาพได้ตลอด  

โหมด RS Torque Rear (Drift Mode)

เมื่อเลือกโหมดนี้ ระบบจะปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบขับเคลื่อนทั้งหมดเพื่อเน้นความดิบโหด Rear Bias  ระบบส่งกำลัง (Center Differential)  เน้นส่งแรงไปยังเพลาหลังสูงสุดถึง 85% Oversteer on Demand  มอเตอร์ไฟฟ้าที่เฟืองท้ายจะส่งแรงบิดทั้งหมดไปที่ล้อหลังด้านนอกโค้ง  เพื่อช่วยให้ท้ายรถกวาดออก (Oversteer) แต่ Audi ระบุว่าโหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในสนามแข่งหรือถนนปิดเท่านั้น Cooling System ในโหมด RS แบตเตอรี่จะถูกหล่อเย็นไว้ที่ 20 องศาเซลเซียส และรักษาระดับไฟไว้ที่ 90% เพื่อให้มอเตอร์มีพลังงานเพียงพอสำหรับการจัดการแรงบิดตลอดเวลา 

สรุปสั้นๆ: มันคือการใช้ "พลังไฟฟ้า" มาคุม "ทิศทางล้อ" แทนกลไกแบบเก่า ทำให้คุณสามารถสะบัดท้ายรถคันนี้ได้คมเหมือนรถขับหลัง แต่ยังคงความปลอดภัยและความนิ่งในแบบ Audi เมื่อต้องการครับ

RS5  ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องยนต์เบนซินตลอดเวลา เพราะแบตเตอรี่ 25.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถขับขี่ในโหมดไฟฟ้าล้วนไกล 87 กิโลเมตร โดยไม่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อแบตเตอรี่หมด การชาร์จเต็มผ่านไฟ AC ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง


RS5  นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดจากสองโลก ทั้งโลกแห่งการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน และโลกแห่งความเพ้อฝันในมอเตอร์สปอร์ต  มีปัญหาใหญ่ที่ต้องพูดถึง นั่นก็คือ น้ำหนัก รถคันนี้หนักขึ้นมาก รุ่น Avant ที่เน้นใช้งานได้จริงมีน้ำหนัก  2,370 กิโลกรัม ในสเปคยุโรป  เพิ่มขึ้นถึง  625 กิโลกรัม  จากรุ่นก่อนหน้า แน่นอนว่าน้ำหนักบานเบอะขนาดนี้ ช่างจูนไดนามิกจะต้องปวดกระบาลอย่างแน่นอน 

เมื่อคุ้ยดูข้อมูลเปรียบเทียบกับรถรุ่นพี่ ไม่น่าเชื่อว่า RS5 Avant รุ่นใหม่ มีน้ำหนักมากกว่า RS6 Avant ถึง 280 กิโลกรัม แน่นอนว่า RS6 รุ่นพี่ วางเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ โดยไม่พึ่งพาระบบปลั๊กอินให้รกรุงรัง และอวบอ้วน ในความเป็นจริง น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของ RS6 ไม่ได้เกิดจากฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์ของระบบ PHEV เพียงอย่างเดียว  คาดว่า RS6 รุ่นต่อไป จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกเพียบ หากยังคงใช้เครื่องยนต์ V8 และเพิ่มมอเตอร์ไฟฟ้ากับแบตเตอรี่เข้าไป น้ำหนักน่าจะสูสีกับ M5 Touring ซึ่งหนักถึง 2.6 ตัน   

นอกเหนือจากสเปคทางเทคโนโลยีแล้ว RS5 ใหม่ดูดุดันกว่าเดิม  ตัวถังกว้าง มีช่องรับอากาศที่บังโคลนหน้า ท่อไอเสียรูปไข่ขนาดใหญ่ยักษ์ อยู่ใกล้กับกึ่งกลางกันชน ทรงของAvant ดูเข้มกว่า Sportback  ในทางเทคนิคแล้ว RS5 Sportback เป็นรถลิฟต์แบ็กห้าประตู หรือคล้ายกับ RS5 Sportback รุ่นเก่านั่นเอง


RS5  กว้างกว่า A5 รุ่นมาตรฐานประมาณ 9 เซนติเมตร เบรกคาร์บอนเซรามิกออปชันเสริม ล้อขนาด 21 นิ้ว ไฟหน้า LED เมทริกซ์สีเข้ม โลโก้สี่ห่วงสีดำ เสริมด้วยลวดลายธงหมากรุก สะท้อนอยู่ในไฟท้าย OLED ช่องรับอากาศด้านหน้าขนาดใหญ่ สปอยเลอร์หลัง  ชิ้นส่วนภายนอกทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ก็เป็นอุปกรณ์เสริมที่หากอยากได้ก็ต้องควักเงินเพิ่ม


ภายในใหม่เอี่ยมอ่องและไฮเทคสุดๆ ห้องโดยสารของสี่ห่วงรุ่นใหม่คือการเปลี่ยนแปลงที่เรียบง่าย ทันสมัยแค่ไม่หวือหวาเหมือน BMW M หรือ AMG   วัสดุตกแต่งสีดำเงา จอแสดงผลสามจอ  ปุ่มควบคุมแบบสัมผัส  Audi ได้ปรับปรุงห้องโดยสารด้วยเบาะนั่งที่โอบกระชับสรีระ พร้อมการเย็บแบบรังผึ้ง ปรับด้วยระบบไฟฟ้า  ฟังก์ชั่นนวดยังอยู่เหมือนเดิม เบาะหนังสีแดงหรือสีเทา

พวงมาลัยหุ้มหนังแบบใหม่ ใช้ทรงฐานตัดแบนราบทั้งด้านบนและล่าง  ปุ่ม RS สำหรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่และเปิดใช้งานฟังก์ชั่นบูสต์ ทำงาน 10 วินาที ปลดล็อกประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการแซงหรือสร้างความประทับใจให้กิ้กที่นั่งมาด้วย  





Audi  RS5 เปิดตัวในยุโรปในช่วงไตรมาสแรกของปี  RS5 Sportback เริ่มต้นที่ 106,200 ยูโร หรือ 3,899,000 บาทส่วน RS5 Avant มีราคาเริ่มต้นที่ 107,850 ยูโร หรือ 3,959,000 บาท ยังไม่รวมภาษีนำเข้า การส่งมอบรถให้กับลูกค้าที่จองในยุโรป  เริ่มในเดือนเมษายน  ในสหรัฐอเมริกาจะวางขายในปีหน้า (2027) แต่  Audi ยังไม่ยืนยันว่าจะนำรุ่น Avant เข้ามาจำหน่ายด้วยหรือไม่ สำหรับประเทศไทย รับรองว่ามาแน่ๆ และเร็วๆนี้ด้วย.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/