สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งสหรัฐฯ "เมลาเนีย ทรัมป์" นั่งเก้าอี้ประธานการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ชูประเด็นการศึกษาและสวัสดิภาพเด็กในพื้นที่ความขัดแย้ง ขณะที่อิหร่านโต้เดือด รุมประณามสหรัฐฯ-อิสราเอล ปมเหตุโจมตีโรงเรียนประถมในเมืองมีนาบ จนมีเด็กเสียชีวิตนับร้อย
นางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ในหัวข้อ "เด็ก เทคโนโลยี และการศึกษาในสภาวะความขัดแย้ง" ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คู่สมรสของผู้นำประเทศที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ได้รับเกียรติให้เป็นประธานในการประชุมของคณะมนตรีชุดนี้ที่มีสมาชิก 15 ประเทศ
การก้าวเข้ามามีบทบาทครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เข้ารับตำแหน่งประธานหมุนเวียนประจำเดือนของ UNSC และถูกมองว่าเป็นสัญญาณชัดเจนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดึงคนใกล้ชิดและครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
สำนักงานของนางเมลาเนียระบุว่า เป้าหมายหลักของการประชุมคือการผลักดันด้านการศึกษาเพื่อสร้างความอดทนอดกลั้นและสันติภาพของโลก โดยเธอกล่าวต่อที่ประชุมว่า "สหรัฐฯ ยืนหยัดเคียงข้างเด็กทุกคนทั่วโลก และฉันหวังว่าสันติภาพจะเป็นของพวกคุณในเร็ววัน"
อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังจากเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่คำเตือนจากยูเอ็นเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กในภูมิภาค โดยนายอามีร์ ซาอีด อิราวานี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำยูเอ็นออกมาประณามว่าการจัดประชุมครั้งนี้เป็นเรื่องที่ "น่าละอายและย้อนแย้งอย่างยิ่ง" เนื่องจากมีรายงานว่าการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ส่งผลให้โรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมีนาบถูกถล่ม และมีเด็กนักเรียนเสียชีวิตถึง 165 ราย
...
ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ได้จงใจตั้งเป้าโจมตีโรงเรียนอย่างแน่นอน ขณะที่ทูตอิสราเอลประจำยูเอ็นระบุว่าได้รับรายงานที่ขัดแย้งกัน โดยมีข้อมูลว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เป็นผู้พุ่งเป้าไปที่โรงเรียนดังกล่าวเอง แต่ทั้งนี้อิสราเอลรู้สึกเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตของพลเรือนทุกคน
ขณะที่นายฟู่ คง เอกอัครราชทูตจีนประจำยูเอ็นเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างจริงจังต่อเหตุการณ์โจมตีโรงเรียน โดยย้ำว่าเป็นหนึ่งในการละเมิดสิทธิเด็กที่ร้ายแรงที่สุดตามบรรทัดฐานของสหประชาชาติ
เป็นที่ทราบกันดีว่าประธานาธิบดีทรัมป์มักแสดงการวิพากษ์วิจารณ์ยูเอ็นมาโดยตลอด โดยมองว่าเป็นองค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพและต้องการการปฏิรูปครั้งใหญ่ อีกทั้งสหรัฐฯ ยังมียอดค้างชำระงบประมาณสนับสนุนยูเอ็นจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม การส่งนางเมลาเนียมาทำหน้าที่ประธานในครั้งนี้ นายสเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกยูเอ็น มองว่าเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับคณะมนตรีความมั่นคงและประเด็นเด็กในภาวะสงคราม
สำหรับนางเมลาเนีย ทรัมป์ แม้ที่ผ่านมาจะเก็บตัวเงียบจากสายตาประธารชน แต่เธอก็เคยเคลื่อนไหวในประเด็นเด็กมาแล้ว เช่น การเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในปี 2025 เพื่อเรียกร้องให้ส่งตัวเด็กชาวยูเครนที่ถูกนำตัวไปยังรัสเซียในช่วงสงครามกลับคืนสู่ครอบครัว.
ที่มา Reuters