ตลาดหุ้นในเอเชียเผชิญการดิ่งลงอย่างหนักจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ที่ต้องประกาศระงับการซื้อขายชั่วคราวในวันที่ 4 มีนาคม หลังดัชนีสำคัญอย่าง Kospi ลดลงถึง 12% จากการขายหุ้นอย่างหนักต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า
การตัดสินใจระงับการซื้อขายเกิดขึ้นเมื่อดัชนี Kospi และ Kosdaq ปรับตัวลดลงมากกว่า 8% ในช่วงเช้า ขณะที่ดัชนี Kospi ดิ่งลงไปมากกว่า 12% ในภายหลัง โดยวันอังคารที่ 3 มีนาคม ดัชนีลดลงไปถึง 7.2% ซึ่งเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024
นักลงทุนมีแนวโน้มถอนตัวออกจากตลาด หลังจากที่เคยมีการพุ่งขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้จากหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด โดยประมาณ 70% มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ค่าเงินวอนยังอ่อนค่าลงจนทะลุระดับ 1,500 วอนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) จึงแถลงว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยพิจารณาว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินวอนและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีความผันผวนมากเกินไปหรือไม่
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อดัชนีหุ้นในเอเชียอื่นๆ ด้วย โดยดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นลดลง 3.5% ขณะที่ดัชนี Topix ร่วงลง 3.7% และตลาดหุ้นฮ่องกงลดลง 3% ส่วนดัชนี Straits Times ของสิงคโปร์ลดลง 2.4%
ในภาคพลังงาน ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 12% สู่ระดับมากกว่า 75 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่น้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นมากกว่า 13% ยืนเหนือ 82 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีการเตือนว่าราคาอาจสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล