ชาวสวนพิจิตรน้ำตาตก จำใจนำมะม่วงใส่รถไปเททิ้งบ่อขยะ หลังราคา “ฟ้าลั่น-เขียวเสวย” หน้าสวนดิ่ง เหลือกิโลละ 2 บาท น้ำมันขาด-รถไม่กล้ารับซื้อ ซ้ำมะม่วงแก้ว นำเข้าจากเพื่อนบ้านเข้ามาตีตลาด

วันที่ 24 มี.ค. เกษตรกรชาวสวนมะม่วงในพื้นที่ ต.วังทับไทร อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร แหล่งปลูกมะม่วงส่งออกรายใหญ่ของ จ.พิจิตร และของประเทศ กำลังเผชิญภาวะวิกฤตราคาผลผลิตตกต่ำอย่างหนัก โดยเฉพาะมะม่วงพันธุ์กินดิบ อาทิ ฟ้าลั่น และเขียวเสวย ที่ราคาหน้าสวนดิ่งลงเหลือเพียงกิโลกรัมละ 2-3 บาท ขณะที่มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรดคละเหลือเพียงกิโลกรัมละ 10 บาท ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้และไร้คนรับซื้อ จนต้องจำใจนำผลผลิตจำนวนมหาศาลบรรทุกใส่รถไถไปเททิ้งในบ่อขยะเพื่อระบายของที่เน่าเสีย สาเหตุสำคัญมาจากวิกฤตพลังงานที่น้ำมันหายากและมีราคาแพง ทำให้พ่อค้าคนกลางและรถขนส่งไม่กล้าเข้ามาวิ่งรับซื้อผลผลิตเพราะไม่คุ้มค่าเหนื่อยและเสี่ยงน้ำมันหมดระหว่างทาง

นอกจากนี้ยังซ้ำเติมด้วยปัญหา “มะม่วงแก้ว” จากประเทศเพื่อนบ้านที่ทะลักเข้ามาตีตลาดในตลาดค้าส่งขนาดใหญ่รอบกรุงเทพฯ ด้วยราคาที่ถูกกว่า ทำให้มะม่วงไทยสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด

...


ด้านตัวแทนเกษตรกรและเจ้าของล้งมะม่วงจึงวอนขอให้รัฐบาลเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและการควบคุมการนำเข้าผลไม้ต่างชาติอย่างจริงจัง ก่อนที่เศรษฐกิจชุมชนมูลค่าพันล้านจะพังทลายลง

นางสมใจ ทับทิม เกษตรกรชาวสวนมะม่วงวังทับไทร สะท้อนความเดือดร้อนว่า ปัจจุบันราคามะม่วงตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 2-3 บาท แม้จะเป็นผลผลิตคุณภาพเกรดดีก็ตาม โดยมีสาเหตุหลักมาจากวิกฤตน้ำมันที่แพงและหาเติมยาก ซึ่งรถขนส่งจำกัดการเติมได้เพียงครั้งละ 300-500 บาท ไม่เพียงพอต่อการเดินทางไกล ทำให้พ่อค้าคนกลางรวมถึงผู้รับซื้อจากมาเลเซียไม่สามารถเข้ามารับซื้อผลผลิตได้ตามปกติ ส่งผลให้มะม่วงล้นสวนและค้างอยู่ที่ล้งจนเน่าเสีย เกษตรกรจึงวอนขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำมันเพื่อให้การกระจายสินค้ากลับมาเป็นปกติก่อนที่จะขาดทุนไปมากกว่านี้

ด้าน นายกนกภพ วารินทร์ เจ้าของล้งมะม่วงในพื้นที่พิจิตรและรอยต่อใกล้เคียง ระบุว่าราคามะม่วงน้ำดอกไม้และมะม่วงมัน ในขณะนี้ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาเหลือเพียงกิโลกรัมละ 10 บาท เนื่องจากผู้รับซื้อต้องแบกรับความเสี่ยงสูงจากค่าขนส่งและปัญหาเรื่องน้ำมันที่ไม่แน่นอน นอกจากปัจจัยด้านพลังงานแล้ว ยังชี้ถึงปัญหาสำคัญคือการที่มี “มะม่วงแก้ว” จากประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาจำหน่ายในตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ของไทยในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งเข้ามาตีตลาดมะม่วงไทยจนราคาพังทลายลงอย่างมาก แม้ภาครัฐจะระบุว่าไม่มีการนำเข้าก็ตาม จึงอยากให้ตรวจสอบและช่วยเหลือเกษตรกรและผู้รับซื้อที่กำลังวิกฤตในขณะนี้