กระทรวงการต่างประเทศจีนออกโรงเตือน สั่งจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางชี้เสี่ยงเข้าสู่ "วงจรอุบาทว์" หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำขาด 48 ชั่วโมงให้อิหร่านยุติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ มิเช่นนั้นจะเผชิญการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างหนัก

สถานการณ์ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศยื่นคำขาดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ให้กรุงเตหะรานยุติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) บางส่วนภายใน 48 ชั่วโมง โดยช่องแคบดังกล่าวถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 5 ของโลก หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตาม ทรัมป์ขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหาร "กวาดล้าง" โรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของอิหร่านให้สิ้นซาก

นาย หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงข่าววันนี้ (23 มี.ค.) ว่า จีนมีความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานโลก แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดส่งน้ำมันไปยังประเทศจีนด้วย

นายหลินกล่าวเสริมว่า "การใช้กำลังทหารมีแต่จะนำไปสู่ "วงจรอุบาทว์" (Vicious Cycle) หากสงครามขยายตัวและสถานการณ์เลวร้ายลงไปมากกว่านี้ ทั้งภูมิภาคอาจตกอยู่ในสภาวะที่ยากจะควบคุม" 

แม้จีนจะเป็นพันธมิตรที่สำคัญของอิหร่าน ซึ่งตกเป็นเป้าโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่จีนก็ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า "ไม่เห็นด้วย" กับการที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการหยุดยิงโดยเร็วที่สุด

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งมีกำหนดการจะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนนี้ แต่ต้องเลื่อนออกไปเพื่อจัดการวิกฤตสงคราม ได้เรียกร้องให้จีนและประเทศอื่นๆ ร่วมมือกันเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งในขณะนี้ทางการจีนยังไม่มีคำตอบรับต่อคำขอดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่ได้ส่งนายไจ๋ จุ้น ทูตพิเศษ ออกเดินทางเยือนภูมิภาคเพื่อเร่งเจรจาลดระดับความรุนแรง

...

ด้านนาย หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ย้ำจุดยืนเดิมว่าสงครามครั้งนี้ "ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก" และขอให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมที่ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้.


ที่มา China Daily / Reuters