สื่อยักษ์ใหญ่รายงาน สหรัฐฯ เตรียมพิจารณาส่งกำลังทหารเพิ่มสูงสุด 10,000 นาย เข้าสู่ตะวันออกกลาง เพื่อเพิ่มทางเลือกทางทหารให้ "โดนัลด์ ทรัมป์" ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดหนัก หลังอิสราเอลเปิดฉากถล่มใจกลางกรุงเตหะรานระลอกใหม่
สื่อสหรัฐฯ หลายสำนักรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาส่งกำลังพลเพิ่มเติมสูงสุดถึง 10,000 นายไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่เพิ่มสูงขึ้นว่าสหรัฐฯ อาจกำลังเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่าน แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยังคงยืนยันว่าการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลเตหะรานกำลังดำเนินไปด้วยดีก็ตาม
หนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่า แผนการเคลื่อนพลครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิด "ทางเลือกทางทหาร" ให้กับทรัมป์มากขึ้น หลังจากภูมิภาคตะวันออกกลางตกอยู่ภายใต้ไฟสงครามนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยกำลังพลชุดใหม่นี้จะเข้าไปสมทบกับหน่วยพลร่มและนาวิกโยธินหลายพันนายที่ถูกส่งไปประจำการก่อนหน้านี้แล้ว
แม้จะยังไม่มีการระบุพิกัดที่แน่ชัด แต่คาดว่ากำลังพลส่วนใหญ่จะประจำการอยู่ในระยะที่สามารถโจมตีอิหร่านและเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญของอิหร่านได้อย่างรวดเร็ว
ด้านเจ้าหน้าที่อิหร่านออกมาประกาศกร้าวว่า หากสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งทหารบุกรุกภาคพื้นดิน อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการสั่งการให้กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนโจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดงทันที ซึ่งจะถือเป็นการเปิดแนวรบใหม่ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลก
ขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลแถลงเมื่อเช้ามืดวันนี้ (27 มี.ค.) ว่า ได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานของ "ระบอบก่อการร้ายอิหร่าน" ใจกลางกรุงเตหะราน ซึ่งยิ่งเป็นการสุมไฟความขัดแย้งให้ทวีความรุนแรงขึ้น
...
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พยายามยืดเส้นตายการโจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่านออกไป พร้อมให้ความมั่นใจว่าการเจรจายุติสงครามนั้น "เป็นไปได้ด้วยดีมาก" และย้ำหลายครั้งว่าไม่มีแผนจะส่งทหารราบเข้าไปสู้รบโดยตรง อย่างไรก็ตาม แผนการเสริมกำลังทหารนับหมื่นนายที่หลุดออกมานี้ กลับสวนทางกับคำกล่าวอ้างด้านสันติภาพ และสร้างความกังวลว่าสงครามอาจลุกลามบานปลายเกินควบคุม.
ที่มา The Wall Street Journal