ศาลฎีกายกฟ้อง คดี “สุรพล เกียรติไชยากร” อดีต สส.เชียงใหม่ เพื่อไทย ฟ้อง กกต. จ่าย 70 ล้าน ทนายชี้ข้อเท็จจริงย้อนแย้ง จ่อยื่นเรื่องที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาขอความเป็นธรรม เจ้าตัวไม่แสดงความคิดเห็น


วันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ศาลจังหวัดฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่ นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นเงินรวมดอกเบี้ยประมาณ 70 ล้านบาท จากในข้อหาละเมิดจากการ กกต. แจกใบส้ม และสั่งตัดสิทธิสมัครเลือกตั้งแก่ นายสุรพล เป็นเวลา 1 ปี จากเหตุถูกร้องกรณีการใส่ซองถวายปัจจัยทำบุญวันเกิดจำนวน 2,000 บาท ในช่วงการเลือกตั้ง สส. ปี 2562  โดยศาลฎีกาให้เหตุผลว่า กกต. ไม่ได้มีเหตุโกรธเคืองส่วนตัวกับนายสุรพล และการดำเนินการที่ผ่านมาเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ

ทีมทนายความของ นายสุรพล กล่าวหลังฟังคำพิพากษา ว่า คดีนี้มีประเด็นที่ย้อนแย้งกับคำพิพากษาในคดีเลือกตั้งก่อนหน้านี้ โดยศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เคยมีคำพิพากษาที่ 4209/2563 ยกคำร้องของ กกต. ที่ขอเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายสุรพล โดยเห็นว่าการไปร่วมงานทำบุญผ้าป่าไม่ได้เป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ในคดีแพ่งเรื่องการฟ้องละเมิดครั้งนี้ ศาลกลับวินิจฉัยว่า การดำเนินการของ กกต. เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ทำให้ทีมทนายมองว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกันมีมุมมองที่แตกต่างกันในคำพิพากษาของศาล ทางทีมทนายความเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป โดยจะยื่นคำร้องเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิจารณาหรือหาแนวทางทางกฎหมายอื่น เพื่อขอความเป็นธรรมในกรณีดังกล่าวต่อไป

...

สำหรับคดีดังกล่าว เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2562 นายสุรพล ชนะการเลือกตั้งเขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยคะแนน 52,165 คะแนน ทิ้งห่างอันดับ 2 กว่า 25,000 คะแนน แต่ถูก กกต. ในขณะนั้นแจกใบส้ม และสั่งตัดสิทธิสมัครเลือกตั้งเป็นเวลา 1 ปี จากเหตุถูกร้องกรณีการใส่ซองถวายปัจจัยทำบุญวันเกิดจำนวน 2,000 บาท ซึ่งต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยว่า นายสุรพลไม่มีความผิดและเป็นการทำตามประเพณี ต่อมานายสุรพลเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง รวมถึงสิทธิทางการเมือง จึงยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก กกต. เป็นเงินรวมดอกเบี้ยราว 70 ล้านบาท และศาลชั้นต้นพิพากษาตามฟ้อง

ต่อมาในชั้นอุทธรณ์ศาลได้พิพากษายืน แต่ให้ลดค่าชดเชยเหลือ 56 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นยอด 62 ล้านบาท แต่ศาลฎีกาวันนี้พิพากษายกฟ้องดังกล่าว ซึ่งทีมทนายความนายสุรพล ยังจะร้องต่อที่ประชุมศาลฎีกาในเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าต่อสู้ผ่านทั้ง 2 ศาลมากว่า 7 ปีแล้ว ซึ่งก็เห็นว่ายังมีช่องทางขอความยุติธรรมดังกล่าว

ทางด้าน นายสุรพล ที่เดินทางฟังด้วยตนเอง กล่าวสั้นๆ ว่า ไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอให้เป็นไปตามคำสั่งศาล.