“พิพัฒน์” สั่งมอนิเตอร์ GPS รถน้ำมัน จับผิดกักตุน-ออกนอกเส้นทาง เผย นายกฯ สั่ง ก.คลัง ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เผยแผนรับคนเดินทางสงกรานต์ ซัดที่สภาฯ อย่าสักแต่วิจารณ์ ชี้ช่องแก้ปัญหาด้วย


เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 25 มีนาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์พลังงานและผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (ผอ.ศบก.) แถลงที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมหารือสถานการณ์ด้านพลังงาน ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เรียกผู้เกี่ยวข้องหารือถึงวิธีที่จะหาแนวทางแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางในขณะนี้ ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้นั่งนิ่งดูดาย จึงฝากสื่อไปถึงประชาชนว่าพวกเราไม่ได้นั่งเฉย ไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีกำลังหาทางออกทุกวิถีทาง โดยจะลงรายละเอียดทุกทางที่มีการนำน้ำมันออกมาตั้งแต่ออกจากโรงกลั่นทั้ง 6 โรง เมื่อเข้าสู่ผู้ค้ารายใหญ่และจ็อบเบอร์ จะมีรายการและข้อมูลในมือทั้งหมดว่าน้ำมันแต่ละลิตรที่โหลดจากโรงกลั่นใส่รถขนส่งแล้ว เดินทางไปตรงไหนบ้าง

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า เราได้หารือกับผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ค้ารายใหญ่ทุกราย เพื่อจะขอติดตาม GPS ซึ่งกรมการขนส่งบังคับให้รถขนส่งต้องติดและมีวอร์รูมติดตาม เพื่อจะได้ดูว่ารถแต่ละคันที่กำลังเดินทาง ตั้งแต่การออกจากโรงกลั่น ไปภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคกลาง วิ่งออกนอกเส้นทางหรือไม่ และใช้ความเร็วเท่าไหร่ เราจะมอนิเตอร์ทั้งหมดเพื่อพิสูจน์ว่ามีการลักลอบหรือกักตุนจริงหรือไม่ และใครกักตุน อีกทั้งเชื่อว่าผู้ค้ารายใหญ่ที่มีชื่อเสียง คงไม่เสี่ยงกับเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน ประชาชนที่หิ้วแกลลอนและถังมาเติมเพื่อไปใช้ในการเกษตร จะต้องขายให้

...

“คิดว่าไม่เกิน 1 สัปดาห์นับจากนี้ จะหาข้อพิสูจน์ได้ว่าอะไรที่เป็นข้อเท็จจริง หากผมพูดคนเดียวอาจจะบอกว่าไม่น่าเป็นไปได้ จึงต้องขอความร่วมมือกระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร กระทรวงพลังงานโดยกรมธุรกิจพลังงาน ที่ส่งเจ้าหน้าที่สนับสนุนข้อมูลทาง GPS เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจเช็ก หากพบผิดปกติซื้อมาเก็บ ให้ขอข้อมูลว่าซื้อมาจากไหน เอามาเก็บทำไม โดยไม่นำไปขาย และไม่ว่าผู้ค้าคนนั้นจะเป็นผู้ค้ารายใหญ่ หรือจ็อบเบอร์ หรือจดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมัน สามารถแสดงหลักฐานได้อย่างมีเหตุผล จะไม่ว่าอะไร แต่ถ้าไม่มีหลักฐานที่มาที่ไปก็จะเข้มงวดไปเรื่อยๆ”

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการเพิ่มเติมว่า หากสงครามยืดเยื้อต่อไป ขอให้แต่ละหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงประชาชนคนไทย ร่วมมือกันหากเข้าสู่ภาวะวิกฤต จะช่วยกันประหยัดพลังงานได้หรือไม่ ในส่วนของกระทรวงการคลัง จะนำภาษีลอยมาใช้ได้หรือไม่ รวมถึงดูโครงสร้างภาษีสรรพสามิต แต่ยังไม่ใช่เวลานี้เพราะยังไม่มีรัฐบาลที่สมบูรณ์ โดยมอบให้ตน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และปลัดกระทรวงพลังงาน หารือโรงกลั่น และสุดท้ายผู้ใช้น้ำมันอาจต้องแบ่งเบาภาระบ้าง

“เวลานี้มีการอภิปรายในสภาฯ ว่าไม่เห็นรัฐบาลทำอะไร ไม่เห็นรัฐบาลแก้ปัญหาอะไร ต้องบอกว่าพวกเราพยายามแก้ทุกวิถีทางตามที่มีอำนาจเพียงจำกัด เพราะยังเป็นรักษาการรัฐมนตรี ทุกท่านที่วิจารณ์พวกเรา ถามว่าทำอะไรบ้าง และสามารถเสนอแนะอะไรเราได้หรือไม่ ไม่ใช่สักแต่วิจารณ์อย่างเดียว หากมีความรู้และความเข้าใจ ขอฝากให้เสนอแนะมาถึงผม ผมพร้อมที่จะรับทุกสิ่ง และทุกความคิด และเชื่อว่านายกฯ ก็พร้อมน้อมรับคำแนะนำที่ดีมาแก้ปัญหา แต่ไม่ใช่วิจารณ์เพียงอย่างเดียว และขอร้องว่าการใส่ร้ายป้ายสีไม่ได้ทำให้ประเทศของเราเดินหน้าไปได้ แต่ถ้านำเสนอทุกวิถีทาง เชื่อว่าประเทศจะเดินได้” 

ก่อนจะเผยต่อไปว่า ประเทศเรายังไม่ถึงวิกฤตอย่างที่ทุกคนกังวล เพราะน้ำมันดิบที่กำลังสั่งซื้อและมีสำรองอยู่ในคลังสำรองของแต่ละคลัง ยังมีมากกว่า 100 วัน และยังมีข่าวดี ที่อนุญาตให้เรือน้ำมันของไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้แล้ว เพราะเราไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับเขา แต่เป็นคู่ค้าที่ดี ขอให้เขาส่งมาแล้วเราจะส่งอาหารกลับไปในอนาคตได้ ตรงนี้มองวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ตลอดเวลา ดังนั้นอย่าเพิ่งโจมตี โดยไม่ให้เราโผล่หน้าขึ้นมา เพราะรัฐบาลเวลานี้ยังไม่สมบูรณ์แบบ จึงฝากถึงคนวิพากษ์วิจารณ์ไม่ว่าจะหวังดีหรือเจตนาไม่ดี ตนพร้อมรับเสมอเพราะช่วงเวลา 10-20 วัน ก็ต้องรับไปหลายขนานแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ระบุว่าประชาชนต้องช่วยกันประหยัด หมายความว่าในอนาคตอาจจะปล่อยลอยตัวน้ำมัน หรือซัพพอร์ตได้ไม่เต็มที่ใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ ตอบว่า ถ้าราคาในตลาดโลกลอยตัวไปเรื่อยๆ หรือหากสถานการณ์ยาวไป 1-5 เดือน หรือจะกี่เดือนก็ยังไม่มีใครทราบ รัฐบาลคงอุ้มลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ไหว เพราะกองทุนฯ ที่นำมาชดเชยกว่า 30,000 ล้านบาท ภายในเวลาไม่กี่วัน จากเดิมที่มี 2,500 ล้านบาท 

ถึงอย่างไรรัฐบาลก็ต้องแบกโดยไม่ทอดทิ้ง แต่พี่น้องคนไทยต้องช่วยกันด้วย อะไรที่ช่วยประหยัดได้ก็ต้องช่วยกัน เพราะเมื่อถึงภาวะวิกฤต ไม่สามารถหาน้ำมันดิบได้เพียงพอ จากที่ภาวะปกติใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 67 ล้านลิตรในทุกอุตสาหกรรม แต่เมื่อเข้าสู่บางวันไปถึง 100 ล้านลิตร และดึงลงมาถึง 84-87 ล้านลิตร หากในอนาคตผลิตได้น้อยลง แล้วสมมติว่ารัฐบาลขอจำกัดและใช้ได้ครึ่งเดียว แล้วเรายังไม่เตรียมตัวก่อน ถามว่าจะทำอย่างไร ยืนยันว่าการจะลอยตัวหรือไม่ รัฐบาลจะต่อสู้จนถึงที่สุดและหาวิธีช่วยแน่นอน

ขณะที่คำถามในเรื่องประชาชนกังวลว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รถขนส่ง บขส. อาจไม่รับจองตั๋วเดินทาง เพราะไม่มั่นใจเรื่องของน้ำมันจะมีพอหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนได้ประชุมร่วมกับ บขส. ระบุว่า ขณะนี้ยังมีรถร่วม รถเสริม จัดหาได้ตามปกติ โดย บขส. จะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องน้ำมัน โดยขอความอนุเคราะห์จาก ปตท. เติมน้ำมันที่หมอชิต บรมราชชนนี ที่จะออกสายใต้ และสายตะวันออก ในทุกเส้นทาง เราจะเตรียมน้ำมันสำรองสำหรับรถที่ออกจากกรุงเทพฯ ให้เต็มทุกคัน เมื่อถึงปลายทางได้จัดเตรียมน้ำมันสำรองสำหรับรถเพื่อเดินทางกลับ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ประสานกับผู้ให้บริการรถสาธารณะ เพื่อเข้าไปเติมน้ำมันได้ ย้ำว่าเตรียมการไว้เรียบร้อย ส่วนประชาชนที่จะเดินทางเอง ยืนยันว่าภายในสัปดาห์นี้ หรืออย่างช้าสิ้นเดือนมีนาคม สถานีบริการจะต้องกลับเข้าสู่สภาพเท่าเดิม โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีน้ำมันเติม.