ขอสู้ต่อไป "ร้านหมูกระทะ" ชายแดนไทย–กัมพูชา ฮึดสู้วิกฤตรอบด้าน แม้ยอดขายลดลงกว่า 40% ยังแบกต้นทุน ตรึงราคาอาหารไว้ในระดับเดิม
วันที่ 25 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา พบผู้ประกอบการ ร้านหมูกระทะ ยังคงเดินหน้าประคองธุรกิจ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตรอบด้าน ทั้งเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ที่เกิดการปะทะมาแล้วถึง 2 รอบ รวมถึงปัญหาราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ร้าน "เรือนชมพูหมูกระทะ" บ้านขามน้อย หมู่ที่ 2 ตำบลสังขะ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นร้านหมูกระทะชื่อดังที่เปิดให้บริการมายาวนานร่วม 30 ปี ยังคงเปิดต้อนรับลูกค้า แม้บรรยากาศการค้าจะซบเซาลงไปบ้าง
ทางด้าน นายนฤเดช เลิศพัชรานนท์ อายุ 35 ปี ผู้จัดการร้าน เผยว่า ร้านแห่งนี้เป็นกิจการครอบครัว สืบทอดจากรุ่นพ่อแม่มาสู่รุ่นลูก จุดเด่นของร้านคือน้ำจิ้มรสเด็ด ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของทางร้านที่ครองใจลูกค้ามาอย่างยาวนาน หลังเกิดเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ ชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้จำนวนลูกค้าลดลงไป
แม้หลายช่วงต้องแบกรับภาระอย่างหนัก แต่ด้วยความผูกพันต่ออาชีพและลูกค้าประจำ ทางร้านจึงตัดสินใจเดินหน้าสู้ต่อ พร้อมปรับปรุงร้านใหม่ให้สะอาด ทันสมัย และน่านั่งมากขึ้น โดยเพิ่มซุ้มที่นั่งด้านหน้า และจัดพื้นที่สำหรับเด็ก เพื่อสร้างบรรยากาศให้เหมาะกับครอบครัว ขายในราคาชุดละ 180 บาท ถ้านั่งกินที่ร้านชุดละ 200 บาท ส่วนชั่งกิโลขาย กก.ละ 200 บาท

...
ทั้งนี้ ถึงแม้ต้นทุนจะสูงขึ้นต่อเนื่องจากราคาน้ำมันและวัตถุดิบ เช่น ราคาหมูก่อนที่จะเกิดวิกฤตน้ำมัน จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 110 บาท ซึ่งตอนนี้ราคาหมูก็ปรับราคาขึ้นไปเป็น 120 บาท เมื่อก่อนทางร้านจะขายได้ต่อวัน โดยใช้หมูประมาณ 50 กิโลกรัม แต่ตอนนี้ทางร้านจะขายได้ประมาณ 30 กิโลกรัมต่อวัน
ส่วนราคาผักอย่าง กะหล่ำปลี ก่อนหน้านี้ราคาอยู่ที่ ก.ก.ละ 20 บาท แต่ตอนนี้ปรับขึ้นเป็น 30 บาท แต่ทางร้านยังคงตรึงราคาอาหารไว้ในระดับเดิม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของลูกค้าในพื้นที่ ซึ่งต่างก็ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ เปิดร้านมานานกว่า 30 ปี ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง ครั้งนี้ก็ถือว่าหนักแต่ยังไหว ก็จะขอสู้ต่อไป เพราะนี่คืออาชีพหลัก และเป็นสิ่งที่เรารัก
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนต่างฝากความหวังไปยังภาครัฐ ให้เร่งเข้ามาดูแลและแก้ไขปัญหาทั้งด้านความมั่นคงและค่าครองชีพ เพื่อให้ประชาชนและผู้ค้ารายย่อยสามารถดำรงอาชีพได้อย่างมั่นคงในระยะยาว.