ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด ปี 2569 ยอดขายรถ BEV และ PHEV จะโตเร็วส่งผลให้ "ดีลเลอร์รถจีน" เพิ่มขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า สำหรับยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2569 คาดหดตัว 0.2% (YoY) สู่ประมาณ 620,000 คัน จาก 621,166 คันในปี 2568 โดยเป็นผลจากปัญหากำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอ

ทั้งจากรายได้แรงงานภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงตามภาคการผลิตที่ชะลอตัว รวมถึงรายได้เกษตรกรที่ลดลงจากราคาสินค้าเกษตรที่หดตัวต่อจากปี 2568 ส่งผลให้สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

โดยรถเพื่อการพาณิชย์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยคาดหดตัว 5% (YoY) ในปี 2569 ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือ 33% ส่วนรถยนต์นั่งยังมีแนวโน้มขยายตัว 2% (YoY) จากยอดขายรถยนต์นั่ง BEV & PHEV ที่คาดเพิ่มขึ้น 28% (YoY) สู่ราว 181,000 คัน ส่งผลช่วยดันส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่ง BEV & PHEV เพิ่มขึ้นเป็น 29% ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่ง ICE & HEV ลดลงเหลือ 38%

ยอดขาย BEV & PHEV โตเร็ว ทำให้จำนวนดีลเลอร์รถจีนเพิ่มต่อเนื่อง

ทิศทางที่แตกต่างกันของยอดขายรถยนต์กลุ่มต่าง ๆ ในปี 2569 ส่งผลโดยตรงต่อแนวโน้มการเติบโตของดีลเลอร์รถยนต์แต่ละยี่ห้อ

• ดีลเลอร์รถยนต์จีนมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากการเติบโตของยอดขายรถยนต์นั่ง BEV & PHEV ซึ่งกว่า 88% เป็นรถยนต์สัญชาติจีน

• ดีลเลอร์รถยนต์ญี่ปุ่น ตะวันตก และกลุ่มอื่น ๆ มีแนวโน้มลดลง เนื่องจาก 97% ของยอดขายยังพึ่งพารถยนต์นั่ง ICE & HEV และปิกอัพ ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีทิศทางหดตัว ยกเว้นรถยนต์นั่ง HEV ที่ยังเติบโตได้บางส่วน

โดยในปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประมาณการว่า จำนวนดีลเลอร์รถยนต์จีนคาดเพิ่มขึ้นเป็นราว 730 แห่ง หรือเติบโต 10% (YoY) ตรงข้ามกับดีลเลอร์รถยนต์ญี่ปุ่นและตะวันตกที่คาดลดลงเหลือประมาณ 1,520 แห่ง หรือหดตัว 4% (YoY)

...

ทั้งนี้เป็นผลจากยอดขายรถยนต์จีนเฉลี่ยต่อดีลเลอร์ที่คาดเพิ่มขึ้น 11% (YoY) ขณะที่ยอดขายเฉลี่ยต่อดีลเลอร์ของรถยนต์ญี่ปุ่นและตะวันตกมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน 3% (YoY)


ดีลเลอร์รถญี่ปุ่น & ตะวันตกที่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำเสี่ยงหดตัวสูง

แม้ว่าดีลเลอร์รถยนต์ญี่ปุ่นและตะวันตกจะมีแนวโน้มลดจำนวนลงทั้งตลาด แต่ระดับการลดลงยังแตกต่างกัน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก

1. กลุ่มยี่ห้อที่มีส่วนแบ่งตลาดสูง (แต่ละยี่ห้อมีส่วนแบ่งมากกว่า 10% ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ปี 2568) คาดว่าจำนวนดีลเลอร์รวมในปี 2569 จะลดลงเพียง 0.3% (YoY) เนื่องจากยอดขายต่อดีลเลอร์ที่ยังอยู่ในระดับสูงช่วยประคองสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ แม้แต่ยี่ห้อที่พึ่งพายอดขายจากปิกอัพซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะตลาดหดตัว

2. กลุ่มยี่ห้อที่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำ (แต่ละยี่ห้อมีส่วนแบ่งระหว่าง 1% - 4% ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ปี 2568) คาดว่าจำนวนดีลเลอร์รวมในปี 2569 จะลดลงถึง 10.8% (YoY) เนื่องจากยอดขายต่อดีลเลอร์อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลเสียต่อสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ

โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่

- ดีลเลอร์ที่พึ่งพาการขายปิกอัพในสัดส่วนสูง ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อที่เน้นขายปิกอัพเป็นหลัก หรือดีลเลอร์ที่แม้ไม่เน้นขายปิกอัพแต่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความต้องการปิกอัพมากกว่ารถยนต์นั่ง

- ดีลเลอร์ของยี่ห้อที่ไม่มีฐานผลิตในประเทศแล้ว ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านบริการหลังการขาย

ดีลเลอร์กลุ่มนี้ หากมีสายป่านทางการเงินสั้น จะมีความเสี่ยงสูงต่อการปิดกิจการภายในปี 2569 และอาจต้องปรับตัวด้วยการเปลี่ยนไปเป็นดีลเลอร์รถยนต์จีนที่กำลังเติบโตแทน