“เทพไท” ยืนยันคำพูด “ชวน หลีกภัย” อสม.ส่วนใหญ่ซื้อเสียงให้ สส. ในการเลือกตั้ง 2569 ย้ำเจตนาไม่อยากให้ตกเป็นเครื่องมือนักการเมือง ชี้ เสนอยุบองค์กร อสม. เป็นเรื่องบิดเบือน
วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง โพสต์คลิปภาพและเสียง วิเคราะห์ถึงการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียง ในหัวข้อ “ยืนยัน อสม. ซื้อเสียงให้ สส.จริง” มีสาระใจความว่า จากกรณีที่ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงการเลือกตั้ง สส. ปี 2569 ว่า พี่น้องประชาชนอาจจะไม่รู้ว่านักการเมืองใช้หน่วยงานไหนทุจริตการเลือกตั้งได้ดีที่สุด นั่นก็คือ อสม. นอกจากนั้นยังได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ ให้ช่วยควบคุม ปกป้อง อสม. อย่าให้นักการเมืองใช้ อสม. เป็นเครื่องมือในการซื้อเสียง
ต่อมาได้มีแถลงการณ์จากประธานชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งประเทศไทย โดย นายอมรินทร์ นิ่มนวล ออกแถลงการณ์ว่า ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านแห่งประเทศไทย ขอแสดงความห่วงใยต่อการสื่อสาร ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ต่อบทบาทของพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ เพื่อที่จะอธิบายหรือชี้แจงว่า อสม. ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับการซื้อเสียง
นายเทพไท ระบุต่อไปว่า ตนเองเป็นคนหนึ่งที่ได้ติดตามการเลือกตั้ง ในฐานะผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง และเห็นว่าคำพูดของ นายชวน หลีกภัย เป็นคำพูดที่ยืนยันข้อเท็จจริงว่า มีนักการเมืองได้ใช้ อสม. เป็นเครื่องมือในการซื้อเสียงจริง แต่อาจจะไม่ใช่ อสม.ทั้งหมด หรือ อสม.ทุกคน แต่พอจะอนุมานได้ว่าเป็น อสม.ส่วนใหญ่ ที่เป็นเครื่องมือให้กับนักการเมืองในการซื้อเสียง และต้องยอมรับความจริงว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามี 3 องค์กร 3 กลุ่ม ที่มีบทบาทสำคัญในการซื้อเสียง คือ
...
1. กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น ตั้งแต่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด , สมาชิกสภา อบจ. (ส.อบจ.), นายกเทศมนตรี, สมาชิกสภาเทศบาล (สท.), นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และสมาชิกสภา อบต. เป็นเครื่องมือให้กับพรรคการเมือง และนักการเมืองในการซื้อเสียง ได้ใช้เครือข่ายที่เคยซื้อเสียงกันมาในสมัยเลือกตั้งท้องถิ่น มาซื้อเสียงให้กับนักการเมืองระดับชาติอีก
2. กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน มีการใช้กลไกของหน่วยงานราชการ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด, รองผู้ว่าราชการจังหวัด, ปลัดจังหวัด, นายอำเภอ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลกำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน จึงใช้กลไกอำนาจรัฐ สั่งการให้กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน ผู้มีบทบาทในการซื้อเสียง
3. กลุ่ม อสม. ซึ่งเป็นองค์กรจิตอาสาที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด มีพรรคการเมืองบางพรรคใช้กลไกของ อสม. ซื้อเสียงมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 จนถึงการเลือกตั้งปี 2569 และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จึงได้ใช้ อสม. เป็นเครื่องมือในการซื้อเสียง เพราะมีบทบาทใกล้ชิดกับประชาชน มีความน่าเชื่อถือ มีความเชื่อใจ จึงทำให้การซื้อเสียงประสบความสำเร็จ
นายเทพไท กล่าวอีกว่า สิ่งที่ นายชวน ได้กล่าวถึง ไม่ได้หมายความว่าเป็น อสม.ทุกคน แต่เป็น อสม.บางกลุ่ม บางส่วน ที่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับนักการเมือง ที่นักการเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี มีทั้งคนซื้อเสียงและคนไม่ซื้อเสียง แต่ยุคนี้นักการเมืองที่ซื้อเสียงมีมากกว่านักการเมืองที่ไม่ซื้อเสียง เพราะฉะนั้นการที่ออกมาพูดถึงการซื้อเสียงของ อสม.เป็นเรื่องจริง
ส่วนที่มีการบิดเบือนว่าจะมีการเสนอยุบองค์กร อสม. นั้นไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดของนายชวน ซึ่งเป็นผู้สถาปนาองค์กร อสม. ในสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี และมาถึงยุคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้สนับสนุนให้มีค่าตอบแทน อสม. เดือนละ 600 บาทเป็นครั้งแรก ซึ่งเจตนารมณ์ของการมี อสม. เพื่อดูแลด้านสาธารณสุข ด้านสุขภาพของประชาชน แต่มีนักการเมืองบางกลุ่ม พรรคการเมืองบางพรรค กลับบิดเบือนใช้ อสม.เป็นเครื่องมือในการซื้อเสียง
“นี่จึงทำให้นายชวน หลีกภัย ผู้ที่สนับสนุนหรือสถาปนาให้มีองค์กร อสม. รู้สึกผิดหวัง และเชื่อว่า อสม. จะได้รับการสนับสนุนให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพียงแต่ไม่อยากให้ อสม. ทำงานผิดไปจากเจตนารมณ์ โดยตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองในการซื้อเสียง”