การชิงลงมือโจมตีของอิสราเอลและอเมริกันต่ออิหร่าน ขณะที่การเจรจายังไม่บรรลุข้อตกลง ซึ่งเกี่ยวกับการกดดันและจำกัดสิ่งที่อิหร่านกำลังพัฒนา โดยฝั่งตะวันตกมองว่าอาจเป็นภัยคุกคามร้ายแรง (แต่....ที่แล้วๆมามักจะไม่มีมูลความจริง อย่างกรณีกล่าวหาอิรักสะสมอาวุธร้ายแรงและเปิดฉากบุก ในสงครามอ่าวเปอร์เชีย สุดท้ายก็ไม่เจออะไร) ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2569 ซึ่งส่งผลให้ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตนั้น อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ใช้ยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัยหลายชนิดร่วมกัน 

แน่นอนว่า อิหร่านที่โดนก่อน ย่อมมีสิทธิตามความชอบธรรมที่จะต้องตอบโต้ ซึ่งการตอบโต้ของอิหร่าน น่าจะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ การเจาะระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลอย่างง่ายดายแลทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเมืองเทลอาวีฟและฐานทัพของสหรัฐที่มีอยู่ทั่วตะวันออกกลาง ที่อิหร่านมองว่า...นั่นคือเป้าหมายของการตอบโต้  รายงานข่าวล่าสุดจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน เมื่อเวลา 01.31 น ของวันที่ 2 มีนาคม 2569 ทหารอเมริกัน 560 นายเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านต่อฐานทัพสหรัฐฯทั่วทั้งตะวันออกกลาง
 
ส่วนการโจมตีครั้งใหญ่ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้รหัสปฏิบัติการ "Roaring Lion" (ของอิสราเอล) และ "Operation Epic Fury" (ของสหรัฐฯ) ซึ่งส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต ข้อมูลล่าสุดระบุรายละเอียดอาวุธที่อิสราเอลและอเมริกันใช้.....ดังนี้ 

...




อาวุธที่ใช้ในการโจมตี

อิสราเอลและสหรัฐฯ ใช้การโจมตีแบบผสมผสานระหว่าง ขีปนาวุธร่อน (Cruise Missiles) และเครื่องบินรบยุคที่ 5 อย่าง F-22 และ F-35 รวมถึง F-18 เพื่อเจาะระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน 

รุ่นขีปนาวุธ: รายงานระบุการใช้ ขีปนาวุธร่อน (ไม่ระบุชื่อรุ่นแน่ชัดในขณะนี้ แต่เป็นประเภทที่ยิงจากระยะไกล คาดว่าน่าจะเป็นจรวดร่อนโทมาฮอค) เพื่อเปิดทางให้กับฝูงบิน F-35 Stealth Fighter และ F/A-18

ระยะทำการ (Range): ขีปนาวุธร่อนโทมาฮอค ที่ใช้สามารถโจมตีเป้าหมายจากระยะไกลกว่า 1,600 กิโลเมตร   ทำให้สามารถยิงจากนอกเขตน่านฟ้าที่หนาแน่นไปด้วยระบบป้องกันภัยของอิหร่านได้

หัวรบ (Warhead): อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง (Precision-guided munitions)ติดตัังหัวรบระเบิดแรงสูง  ออกแบบมาเพื่อทำลายอาคารหรือฐานบัญชาการโดยเฉพาะ

...



ขีปนาวุธร่อน โทมาฮอว์ก (Tomahawk) เป็นอาวุธที่มีความเร็วระดับต่ำกว่าเสียง (Subsonic) โดยมีความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 880–890 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเทียบเท่ากับประมาณ Mach 0.74 

ข้อมูลทางเทคนิคที่สำคัญ (อัปเดตปี 2026)

ความเร็วบินเดินทาง: ประมาณ 885 กม./ชม.

เพดานบิน ต่ำมากเพียง 30–50 เมตร เหนือพื้นดิน เพื่อหลบหลีกการตรวจจับของเรดาร์

...

พิสัยทำการ: ยิงได้ไกลตั้งแต่ 1,600 ถึง 2,500 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับรุ่น (เช่น รุ่น Block IV หรือ Block V)

การขับเคลื่อน: ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบแฟน (Turbofan) ขนาดเล็กสำหรับช่วงบินร่อน และมอเตอร์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง



...


แม้โทมาฮอว์กจะไม่ใช่จรวดที่มีความเร็วสูงระดับเหนือเสียง แต่จุดแข็งของมันคือ ความแม่นยำสูง และความสามารถในการบินเลียดพื้นดินตามลักษณะภูมิประเทศ (TERCOM) ทำให้ยากต่อการสกัดกั้น ปัจจุบัน กองทัพสหรัฐฯ ยังคงพัฒนาต่อเนื่อง โดยรุ่นล่าสุดอย่าง Block V ถูกออกแบบมาให้สามารถโจมตีเป้าหมายทางทะเลที่เคลื่อนที่ได้ด้วย




โทมาฮอค (Tomahawk) เป็นขีปนาวุธร่อน (Cruise Missile) พิสัยไกล ความแม่นยำสูง ที่สามารถยิงได้จากทั้งเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

คุณลักษณะทางเทคนิค

ประเภท: ขีปนาวุธร่อนความเร็วต่ำกว่าเสียง (Subsonic)

ความเร็ว: ประมาณ 880–900 กม./ชม. (Mach 0.7–0.8)

พิสัยยิง: 1,250 ถึง 2,500 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับรุ่น)

น้ำหนัก: ประมาณ 1,300–1,600 กิโลกรัม

ผู้ผลิต: Raytheon (RTX) 

รุ่นปัจจุบันBlock V Series

ปัจจุบันกองทัพสหรัฐฯ กำลังปรับปรุงขีปนาวุธรุ่น Block IV ทั้งหมดให้เป็นมาตรฐาน Block V ซึ่งแบ่งออกเป็นรุ่นย่อยดังนี้:

Block V (Baseline): รุ่นมาตรฐานที่ปรับปรุงระบบนำทางและการสื่อสารให้ทันสมัยขึ้น

Block Va (Maritime Strike Tomahawk - MST): ออกแบบมาเพื่อโจมตี เป้าหมายเคลื่อนที่ในทะเล (เรือรบ) โดยเฉพาะ

Block Vb: ติดตั้งหัวรบแบบ Joint Multi-Effects Warhead (JMEWS) เพื่อทำลายเป้าหมายภาคพื้นดินหรือใต้ดินที่มีความหลากหลายและแข็งแกร่ง 

 ระบบนำทางและเทคโนโลยี

โทมาฮอคขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำด้วยการผสมผสานหลายระบบ

GPS & INS: ระบบนำทางผ่านดาวเทียมและระบบนำทางด้วยแรงเฉื่อย

TERCOM: ระบบเปรียบเทียบลักษณะภูมิประเทศเพื่อให้บินในระดับต่ำมากเพื่อหลบหลีกเรดาร์

DSMAC: ระบบดิจิทัลที่ใช้กล้องถ่ายภาพเป้าหมายแล้วนำมาเปรียบเทียบกับภาพในหน่วยความจำก่อนพุ่งชน

Two-way Data Link: (ในรุ่น Block IV และ V) ช่วยให้สามารถ เปลี่ยนเป้าหมายกลางอากาศ หรือสั่งให้บินวนรอ (Loiter) ได้ 

สถานการณ์ปัจจุบัน (ปี 2026)

การใช้งาน: ล่าสุดมีการใช้งานใน Operation Epic Fury (กุมภาพันธ์-มีนาคม 2026) เพื่อโจมตีเป้าหมายทางทหารในอิหร่าน

นวัตกรรมใหม่: มีการเปิดเผยภาพโทมาฮอครุ่นสีดำ (Black Tomahawk) ซึ่งคาดว่าเป็นรุ่นที่เน้น เทคโนโลยีพรางตัว (Stealth) เพื่อลดการสะท้อนของเรดาร์

สหรัฐฯ มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตเป็นกว่า 1,000 ลูกต่อปี เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น 



อาวุธที่ใช้ในปฏิบัติการ (กุมภาพันธ์ - มีนาคม 2569)

ระเบิดและขีปนาวุธนำวิถี: กองทัพอิสราเอล (IDF) ระบุว่าได้ทิ้งระเบิดไปกว่า 1,200 ลูก ในช่วงเริ่มต้นของปฏิบัติการ เพื่อทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศและศูนย์บัญชาการของอิหร่าน

อากาศยาน: ใช้เครื่องบินรบมากกว่า 200 ลำ ในการโจมตีระลอกแรก โดยมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายกว่า 500 แห่งทั่วอิหร่าน

ขีปนาวุธและระเบิดนำวิถีความแม่นยำสูง (PGMs) กองทัพอากาศอิสราเอล 

Bullseye Missile  ขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกลรุ่นใหม่ที่พัฒนาร่วมกับสหรัฐฯ มีคุณสมบัติตรวจจับเป้าหมายโดยอัตโนมัติ (Autonomous Target Recognition) และทำงานได้ดีแม้ในสภาวะที่ไม่มีสัญญาณ GPS  


รัฐบาลอเมริกัน อนุมัติการขายอาวุธมูลค่ากว่า 6.8 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงระเบิด GBU-39/B Small Diameter Bombs กว่า 2,100 ลูก และชุดอุปกรณ์นำวิถี JDAM อีก 13,000 ชุด

อิสราเอลได้สั่งซื้ออาวุธทางอากาศมูลค่า 260 ล้านดอลลาร์ เช่น จรวดนำวิถีเลเซอร์ GATR, ระเบิดแม่นยำสูง MPR500 และขีปนาวุธ Rampage สำหรับโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินระยะไกล

เป้าหมายการสังหาร: ปฏิบัติการนี้ถูกเรียกว่าเป็น "Decapitation Strike" (การโจมตีตัดหัว) ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ทำเนียบผู้นำและศูนย์บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ในกรุงเตหะราน 

ข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับอาวุธที่อิสราเอลเคยใช้สังหารผู้นำกลุ่มต่างๆ

 ในปี 2024 อิสราเอลใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันไปตามลักษณะภารกิจ:

การสังหาร อิสมาอิล ฮานิเยห์ (กรงุเตหะราน, กรกฎาคม 2024)  มีรายงานว่าใช้ขีปนาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูง

การสังหาร ฮัสซัน นาสรัลเลาะห์ (เลบานอน, กันยายน 2024): อิสราเอลใช้ ระเบิดเจาะบังเกอร์ (Bunker Buster) จำนวนมาก (ประมาณ 80 ลูก) ทิ้งจากเครื่องบิน F-15I เพื่อถล่มกองบัญชาการใต้ดิน

การโจมตีตอบโต้อิหร่าน (ตุลาคม 2024): อิสราเอลใช้ ขีปนาวุธแบบ Air-to-Surface (จากอากาศสู่พื้น) ที่ยิงจากนอกน่านฟ้าอิหร่าน เพื่อทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 และโรงงานผลิตขีปนาวุธ 

ข้อมูลเรื่องการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่าน กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่จะตามมาในระดับภูมิภาค

ทำไมโดนอัดหนักขนาดนั้น อิหร่านยังตอบโต้ได้อย่างรุนแรง 
อิหร่านรู้ดีว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่ง จะต้องซัดกับยิวและอเมริกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีทางที่จะทำให้ศัตรูทั้งสอง มองอิหร่านอย่างเป็นมิตรได้เลย การเตรียมความพร้อม จึงมีมาตลอด 46 ปี ของการโดนสหรัฐฯและตะวันตกคว่ำบาตร

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า.....แม้การโจมตีทางอากาศจะสร้างความเสียหายหนักให้กับเตหะรานและฐานบัญชาการของอิหร่าน แต่ไม่สามารถสยบอิหร่านได้ทั้งหมด และอาจกลายเป็นสงครามที่ลากยาวหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันอย่างรุนแรง

การแทรกแซงจากนานาชาติเพื่อบังคับให้หยุดยิง สหประชาชาติ (UN) และสหภาพยุโรป (EU) กำลังเร่งเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามจนควบคุมไม่ได้

มีการคาดการณ์ว่าอาจมีการเจรจาครั้งสำคัญในวันที่ 3 มีนาคม 2569 ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดชี้วัดว่าสงครามจะขยายตัวหรือจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการเจรจา 

สถานะปัจจุบัน อิสราเอลยังคงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ ระบุว่าปฏิบัติการดำเนินไป "เร็วกว่ากำหนดการ" สำหรับอิหร่าน ความคลั่งแค้นที่เกิดจากการสูญเสียผู้นำทางจิตวิญญาณซึ่งเป็นที่เคารพรักและศรัทธา ของผู้คนจำนวนมากในนิกายชิอ่ะห์ จะนำมาซึ่งการล้างแค้นที่ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า.....อะไรจะเกิดขึ้นนับต่อจากนี้ หากอิหร่านเอาอาวุธที่ไม่เคยเปิดเผยออกมาใช้ สงครามในขณะนี้จึงอยู่ในช่วงวิกฤตที่สุดที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าตะวันออกกลางไปตลอดกาล.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/