ประวัติ "จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์" หัวหน้าพรรคเพื่อไทย รับภารกิจสำคัญคุมกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาไทยรับตลาดแรงงานโลก
เส้นทางของนักการเมืองรุ่นใหม่จากพรรคเพื่อไทยที่ชื่อ "จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์" แม้จะไร้ขวากหนามเพราะมีพ่อที่ชื่อ "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" เคลียร์ทางไว้ให้แล้ว แต่ก็ไม่ใช่เพราะบารมีพ่อเสียทีเดียวทำให้ก้าวมาถึงวันนี้ได้ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะฝีไม้ลายมือที่มีบทบาทสำคัญในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้"แพทองธาร ชินวัตร"

บทบาทในพรรคเพื่อไทยช่วงรัฐบาลแพทองธาร ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ได้รับมอบหมายเป็นประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการด้านเศรษฐกิจและสวัสดิการของรัฐบาลเพื่อไทย
หลังฟ้าผ่าพรรคเพื่อไทยจนนำมาสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ "หัวหน้าพรรค" เมื่อ น.ส.แพทองธารลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพราะถูกศาลตัดสิทธิ์ในตำแหน่งนายกฯ ในปี 2568 นายจุลพันธ์ก็ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ด้วยคะแนนท่วมท้นจากสมาชิกพรรค
...

สำหรับประวัตินายจุลพันธ์ เกิด 8 เมษายน 2518 เป็นบุตรชายของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กับ นางเพ็ชรี (เตชะไพบูลย์) อมรวิวัฒน์
ด้านประวัติการศึกษา นายจุลพันธ์ สำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ปริญญาโท MBA, Boston College, USA

ประสบการณ์การทำงานของนายจุลพันธ์ผ่านมาหลากหลายหน้าที่ ทั้ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร, อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ปี 2548, 2550, 2554, 2562, 2566 อดีตกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร, อดีตกรรมาธิการงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร, อดีตกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร, อดีตกรรมาธิการพืชผลการเกษตร สภาผู้แทนราษฎร, อดีตคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล, อดีตคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน, อดีตคณะกรรมการเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย และ อดีตประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส)

นายจุลพันธ์ถูกมองว่าเป็น "ขุนพลสายบุ๋น" ที่เข้าใจเรื่องงบประมาณและการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์อย่างลึกซึ้ง โดยผลงานเด่นคือการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะถูกนำมาต่อยอดสู่ระบบ "Digital Education" เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ภารกิจ "ยกเครื่องการศึกษาไทย" จึงเป็นอภิมหาโปรเจกท์" ด้วยการเชื่อมโยงศรษฐกิจนำแนวคิด "เรียนรู้เพื่อมีรายได้" มาปรับใช้ ให้เด็กไทย "มีกิน-มีใช้-มีเกียรติ" ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ และล้างหนี้สินของครูด้วยการเตรียมสานต่อนโยบายแก้หนี้สินภาคประชาชน เข้าสู่ระบบการจัดการหนี้สินครูทั่วประเทศ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรทางการศึกษา และนวัตกรรมหวยเกษียณที่เล็งปรับปรุงระบบการออมผ่านสถานศึกษา เพื่อวางรากฐานการเงินให้เยาวชนตั้งแต่วัยเรียน
จากการเป็น สส. 5 สมัย และอดีตวิปฝ่ายค้านที่แม่นยำข้อมูล การข้ามห้วยจากคลังมาคุม "เสมา 1" ในครั้งนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยต้องการใช้ "มือบริหารเศรษฐกิจ" เข้ามาแก้ปัญหาเรื้อรังในกระทรวงศึกษาธิการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมก่อนถึงวันเลือกตั้งปี 2569