ภาพจากแฟ้ม
รองโฆษก อสส. แจงเหตุส่งฟ้องไม่ทัน คดีป้าแม่บ้าน ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อใส่ขวดนมเด็ก 2 ขวบ ทำให้ผู้ต้องหาถูกปล่อยตัว เหตุสั่งสอบเพิ่มปมปริมาณสารพิษที่อาจส่งผลต่อชีวิต ยันยังสามารถยื่นฟ้องได้อีก
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์เตือนภัย หลังจ้างแม่บ้านจากกลุ่มเฟซบุ๊กมาทำความสะอาดบ้าน แต่กลับพบพฤติกรรมนำผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคอเนกประสงค์ มาผสมใส่ในนมให้ลูกของตนดื่ม โดยผู้เสียหายเชื่อว่าเป็นความพยายามทำให้เด็กหมดสติ เพื่อก่อเหตุลักทรัพย์
ขณะที่แม่บ้านรายนี้ ได้ไปออกรายการดัง ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเด็ก ทั้งหมดเป็นความเข้าใจผิด โดยเข้าใจว่าสิ่งที่อยู่ในขวดฟ็อกกี้เป็นนม เนื่องจากตนเข้าใจมาโดยตลอดว่าน้ำยาฆ่าเชื้อมีเพียงสีเดียวคือสีน้ำตาล ส่วนที่ได้นำไปฉีดทำความสะอาดพื้นนั้น ยอมรับว่าในขณะเทไม่ได้กลิ่นของเดทตอล ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 3 เมษายน 2569 นายไชยรัตน์ ปาวะกะนันท์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์ กรณีศาลแขวงพระนครใต้มีคำสั่งปล่อยตัว นางสาวอุษณี หรือ ป้าแอน (สงวนนามสกุล) อายุ 57 ปี ผู้ต้องหาที่เป็นแม่บ้าน ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อใส่นมเด็ก 2 ขวบ เนื่องจากทางพนักงานอัยการยื่นฟ้องไม่ทันภายในระยะเวลาฝากขังว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนมายังพนักงานอัยการคดีศาลแขวงเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2569 ใน 2 ข้อหาคือ 1.ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจโดยไตร่ตรองไว้ก่อน 2.การปลอมปนอาหารหรือยาเพื่อให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้ง 2 ข้อหา มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
นายไชยรัตน์กล่าวว่า โดยเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจได้ส่งสำนวนมายังพนักงานอัยการ พร้อมส่งคำร้องผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้าย ที่จะครบกำหนดในวันที่ 29 ม.ค. เมื่อได้รับสำนวนทางอัยการได้ตรวจสำนวนและเรียกครอบครัวผู้เสียหาย เข้ามาสอบข้อเท็จจริงเพิ่ม อัยการพบข้อพิรุธในเรื่องของปริมาณสารที่อยู่ในขวดนม จึงได้ส่งสำนวนกลับให้พนักงานสอบสวน ไปสอบสวนเพิ่มเติมในเรื่องของปริมาณสารพิษ ว่าการรับสารพิษของเด็กอายุ 2 ขวบต้องได้รับประมาณเท่าไหร่ถึงส่งผลแก่ชีวิต จากศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมอีก 5 ประเด็นที่เกี่ยวกับสารพิษ โดยให้ส่งสำนวนกลับให้ในวันที่ 27 ม.ค. จากนั้นวันที่ 28 ม.ค. ตำรวจได้แจ้งกลับมาว่า ส่งหนังสือไปยังศูนย์พิษวิทยาแล้ว แต่เมื่อถึงวันที่ 29 ม.ค. ซึ่งเป็นวันครบฝากขังครั้งสุดท้าย ทางอัยการยังไม่ได้รับเอกสารกลับมา ตามกระบวนการศาลจะต้องปล่อยตัวผู้ต้องหา เนื่องจากหมดระยะเวลาควบคุมตัวตามกฎหมายและยังไม่สามารถส่งฟ้องได้
...
นายไชยรัตน์ กล่าวว่า ตนได้สอบถามไปยังอัยการเจ้าของคดี ว่าถ้าไม่มีผลสอบเรื่องสารพิษ จะเพียงพอพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าผู้ต้องหากระทำหรือไม่ แม้ว่าจะมีหลักฐานกล้องวงจรปิดที่เห็นว่าผู้ต้องหามีการใส่สารพิษลงในขวดนม แต่ผลจากการใส่สารพิษลงขวดนมจะส่งผลอันตรายต่อเด็กถึงแก่ชีวิตได้หรือไม่ ซึ่งหากผลของสารพิษส่งกลับมาแล้วพิจารณาแล้วอาจจะเข้าข่ายพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองหรือไม่ ซึ่งโทษจะหนักและสูงกว่า ซึ่งอัยการต้องการพิสูจน์ว่าสารที่อยู่ในขวดนมนั้นส่งผลอันตรายต่อเด็กมากน้อยแค่ไหน และมองว่าหากอัยการรีบสั่งฟ้องไปโดยไม่รอผลสอบสารพิษ อาจจะทำให้เกิดการยกฟ้องในชั้นศาล และเมื่อวันที่ 29 ม.ค. ตำรวจได้ส่งหนังสือเลื่อนขอส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติม ทางอัยการก็รอผล และวันที่ 4 ก.พ. ก็ได้ส่งหนังสือติดตามไปยังตำรวจอีก และวันที่ 19 ก.พ. ตำรวจส่งหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องไม่สามารถส่งเอกสารเรื่องสารพิษมาได้ เนื่องจากศูนย์พิษวิทยายังไม่ส่งเอกสารมาให้ตำรวจ ซึ่งอัยการก็รอจนถึงขณะนี้
รองโฆษกอัยการสูงสุด กล่าวว่า คดีนี้ยังสามารถสั่งฟ้องได้ แต่ต้องไปตรวจสอบรายละเอียดว่าจะส่งฟ้องในข้อหาเดิมหรือข้อหาใหม่ที่มีโทษสูงขึ้น เพราะการสั่งฟ้องสามารถทำได้เพียงครั้งเดียว อัยการอยากทำสำนวนให้รัดกุม ส่วนที่ผู้เสียหายกังวลว่าเมื่อผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัว แล้วจะไม่สามารถติดตามกลับมารับโทษได้ เนื่องจากผู้ต้องหาไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งนั้น หลังจากที่มีการสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ต้องติดตามตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษเป็นไปตามกระบวนการ หากสั่งฟ้องในข้อหาเดิมมีอายุความ 10 ปี แต่หากสั่งฟ้องในข้อหาใหม่มีอายุความ 20 ปี คาดว่าจากนี้ประมาณ 1 เดือน ศูนย์พิษวิทยาจะส่งเอกสารมาให้ตำรวจ และตำรวจจะส่งให้อัยการพิจารณาข้อกล่าวหาและทำการสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลต่อไป.