“จุลพันธ์” ยังไม่รับปากขึ้นค่าแรงหลังภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ขอสื่อวาง KPI ประเมินตน งานแรกที่จะทำ ลดเงินสมทบฝั่งลูกจ้าง มั่นใจคุมกระทรวงแรงงานไม่ใช่งานหิน หลัง 1 ปี เปลี่ยน รมว. 4 คน


วันที่ 7 เมษายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังจากเข้าทำงานวันแรก และได้พบปะหารือกับผู้บริหารกระทรวง และยังมีกลุ่มม็อบมาดักรอเพื่อยื่นหนังสือ พร้อมโรยแบงก์ “กงเต็ก” โดยให้สัมภาษณ์ว่า “รู้สึกดีครับ ผมมาจากการเมือง ไม่กลัวม็อบ เพราะตนโตมากับม็อบ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มอบภารกิจให้กับทางสำนักงานประกันสังคม รวมถึงผู้บริหารของกระทรวงแรงงาน ตนมาจากฝ่ายการเมือง ประชาชนที่มาเรียกร้องทุกคนไม่มีใครมาที่นี่เพื่อผลประโยชน์ เพราะเราไม่มีหน่วยลงทุน ที่เขามาเพราะมีปัญหา ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับประชาชนที่มาเรียกร้องสิทธิในลำดับต้น” และได้มอบหมายให้รองปลัดกระทรวงแรงงานจัดหาผู้ตรวจเพื่อรับเรื่องการร้องเรียนและนำเรื่องเหล่านั้นมาหารือกับตน รวมถึงติดตามการแก้ไขปัญหา และต้องมีแนวทางว่าจะแก้ไขปัญหาแต่ละเรื่องอย่างไรบ้างเป็นรายกรณีไป ดังนั้นกลุ่มคนที่จะมาเรียกร้อง “เชิญครับ ตนยินดี”


นายจุลพันธ์  ระบุว่า ตนขอหารือก่อนการที่จะวาง KPI เพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงานของแต่ละหน่วยงาน จะต้องมีแนวทางหากจะใช้ KPI ที่อยู่ในหนังสืองบประมาณที่อยู่ในหนังสือเล่มขาวคาดแดงนั้นทุกหน่วยน่าจะผ่านหมด ตนขอไปดูหลักเกณฑ์ KPI ที่จะต้องตอบโจทย์ให้กับประชาชนอย่างครบถ้วนดีกว่า สำหรับหลักเกณฑ์ KPI ในการวัดคุณภาพการทำงานของรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน นายจุลพันธ์ กล่าวว่าอยากให้สื่อมวลชนเป็นผู้กำหนด ส่วนภารกิจแรกที่จะทำคือการลดภาระการจ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งตนจะทำให้เสร็จ แต่ขณะนี้จะต้องไปประชุมทั้งบอร์ดประกันสังคม และกระทรวงแรงงาน ในขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไร ส่วนกรอบเวลานั้นยังไม่สามารถตอบได้ แต่มีอยู่ในใจ ตนขอยังไม่บอก ขอให้มีความชัดเจนก่อน เพราะยังมีปัจจัยนอกเหนือการควบคุม เช่น การประชุมบอร์ดประกันสังคม และตัวเสถียรภาพของกองทุนด้วย อีกทั้งการเอาข้อเสนอเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีก็ต้องใช้เวลา

...


ส่วนการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ขึ้นชื่อว่ายากและไม่ต่อเนื่อง เช่น ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีถึง 4 คน นายจุลพันธ์ กล่าวติดตลกว่า “ตนจะเป็นหนึ่งคนใน 4 ปี” สำหรับการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะแรงงานชาวกัมพูชา ตนได้รับเรื่องจากสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมตั้งแต่ก่อนได้รับการโปรดเกล้าฯ ตนเข้าใจว่าเป็นการขาดแคลนแรงงานที่มีความจำเป็นในภาคการเกษตร และในบางภูมิภาค ตอนนี้ตนได้รับทราบปัญหาแล้วขอเวลานิดหนึ่งในการแก้ไขปัญหา เพราะขณะนี้ ปัญหามี 2 มิติ คือ ปัญหาสถานการณ์โลกในตะวันออกกลางส่งผลให้การส่งแรงงานไทยไปต่างประเทศในบางโซนจะต้องหยุดชะงัก และมิติที่ 2 ปัญหาจากแรงงานประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยมีหลายกลุ่มที่เป็นแรงงานจำเพาะ ถ้าหากขาดหายไปการหาทดแทน หรือการฝึกทักษะได้ยาก หากจะต่ออายุใบอนุญาตการทำงานกับแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศที่ได้เซ็น MOU ร่วมกัน เช่น ลาว พม่า เวียดนาม ซึ่งได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว อาจจะมีตกหล่นอยู่ประมาณ 200,000 คน ซึ่งขณะนี้เร่งดำเนินการอยู่ ส่วนแรงงานกัมพูชาจะต้องรอการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี รวมถึงความต้องการของภาคสังคมและเอกชนว่าจะต้องการอย่างไร เพื่อให้ได้ข้อตัดสินใจที่ตรงตามความต้องการ


สำหรับสถานการณ์การจ้างงานในประเทศไทย ในขณะนี้เริ่มมีปัญหาหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในตอนนี้สิ่งแรกที่ต้องทำคือการช่วยเหลือแรงงาน ซึ่งจะออกมาตรการการจ่ายสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของฝั่งลูกจ้าง ขณะนี้ยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจนว่าจะเริ่มดำเนินการได้เมื่อไหร่ แต่เป็นแนวทางที่จะทำให้เร็วที่สุดหลังจากที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และจะสร้างมาตรการรองรับกรณีที่สถานการณ์เศรษฐกิจหนักหน่วงขึ้น เพื่อรักษาสถานการณ์การจ้างงานไว้ ขอเวลาดำเนินการ แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น เอกชนจะต้องรักษาการจ้างงานไม่ให้ลดลง หากอัตราการจ้างงานลดลงจะทำให้แรงงานฝีมือหลุดออกจากระบบ แล้วจะกลับเข้ามาใหม่เป็นไปได้ยาก ทำให้ทักษะฝีมือของแรงงานหายไป ส่งผลให้ผลิตภาพตกลงไปด้วย ดังนั้นจะพยายามทำทุกทางให้มีการจ้างงาน แต่อาจจะลดเวลาการทำงาน ซึ่งภาครัฐอาจจะสนับสนุนในเรื่องของเม็ดเงินให้กับเอกชนหรือแรงงาน ซึ่งในต่างประเทศก็มีการดำเนินการ โดยเราจะต้องมีการหารือกันอีกครั้ง ซึ่งยอมรับว่าสถานการณ์จะหนักหน่วงมากกว่านี้


ผู้สื่อข่าวถามว่าส่วนมาตรการ work from home, work from anywhere ของรัฐบาลที่ขอความร่วมมือบังคับใช้กับกลุ่มราชการก่อน แต่ในปัจจุบันยังเห็นว่า ราชการบางหน่วยงานยังต้องไปสแกนที่กรมอยู่เลย นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เรื่องนโยบาย work from home, work from anywhere เป็นนโยบายที่มีการหารือในคณะรัฐมนตรี ในวันนี้ยังเป็นลักษณะของการขอความร่วมมือ แต่ให้หลายหน่วยงานดูความจำเป็นเป็นหลัก ซึ่งการทำงานของแต่ละหน่วยงานนั้นไม่เหมือนกัน จะบังคับให้ทุกคน work from home ทั้งหมดไม่ได้ หากใครมีภารกิจหน้างานต้องให้บริการประชาชนก็จำเป็นต้องมา ในส่วนตนเองนั้นก็จะมาเพราะว่า เดี๋ยวจำหน้าตนไม่ได้เพราะเพิ่งมาใหม่ แต่ว่าทุกหน่วยงานได้รับนโยบายนี้ไปแล้ว ซึ่งการประหยัดพลังงาน เรายังเน้นในเรื่องของเนื้องานเป็นหลัก โดยตนไม่เน้นพิธีการ แต่เน้นผลงาน ขอให้หน้างานทำงานโดยสมบูรณ์ ส่วนจะทำงานที่ไหนและได้ประสิทธิภาพ ก็ดำเนินการได้ทันที โดยสิ่งสำคัญคือเป็นการส่งสัญญาณให้กับประชาชนว่าวิกฤติพลังงานครั้งนี้เป็นสถานการณ์จริงที่ต้องการให้ทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงานมากที่สุด


ส่วนกรณีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปีนี้จะเพิ่มขึ้นหรือไม่ จากสถานการณ์ภาวะเงินเฟ้อในขณะนี้ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในความคิดของตน ทุกคนอยากปรับขึ้นให้กับประชาชน แต่ต้องดูสถานการณ์ความเป็นจริง เช่น เศรษฐกิจในปัจจุบันคงไม่สามารถตั้งเป้าหมายอะไรที่ไม่ใช่เรื่องจริง เราจะไม่พูด แต่ยอมรับว่ามีความตั้งใจที่จะปรับขึ้น อย่างไรก็ต้องปรับให้มีความเหมาะสม แต่สิ่งที่มีการพูดคุยกันจะต้องมีการสร้างกลไกและกระบวนการพิจารณาปรับค่าแรงให้เป็นไปโดยอัตโนมัติ ต้องลดดุลยพินิจลง ขอฝากเท่านี้ก่อน ยังไม่อยากให้มีอะไรมามัดตัว


ซึ่งจะต้องไปดูภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะต้องดูทิศทางให้ดี ๆ ต้องบริหารจัดการให้ทุกฝ่าย ทุกองคาพยพเดินหน้าได้ ใช้มิติเดียวคิดไม่ได้ ต้องเอาทุกอย่างมากางบนโต๊ะและพูดคุยกัน  ส่วนกรณีคดี การจัดซื้อตึกอาคาร สกายไนน์ เซ็นเตอร์ ของประกันสังคม นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตอนนี้ทางปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานในการสอบสวน ตนขอย้ำว่าเรื่องนี้ตนเอาจริงเอาจังและติดตามแต่ไม่ได้แทรกแซง ซึ่งก็ต้องให้กระบวนการได้ทำงาน ส่วนอดีตรัฐมนตรีแรงงานได้ขีดกรอบระยะเวลาการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน นายจุลพันธ์กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นคนขีดกรอบมองว่าจะสะสางให้จบภายใน 4 ปีนี้ ส่วนตนมองว่าบุคคลที่ดูแลคดีนี้ กับกระบวนการในการติดตามที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรม ตนมองว่าก็ครบกระบวนการแล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการใดไปติดตามอีก ขอให้รอการรายงานผลก่อนซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนซุกไว้ใต้พรมไม่ได้แล้วไม่ต้องห่วง


ในช่วงท้าย นายจุลพันธ์ ได้เปิดใจหลังจากได้รับมอบหมายให้ดูแลกระทรวงแรงงาน ซึ่งถือว่าเป็นกระทรวงที่มีความยากเปรียบเสมือนเป็นหินและมีปัญหาซับซ้อน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่มีหิน ไม่มีอะไรหนักใจสุด เมื่อได้รับมอบหมายก็จะทำให้ดีที่สุดทั้งหมด ตนมีโจทย์และมีเป้าหมายในการทำงานจะเสร็จเมื่อไหร่ก็เท่านั้นเอง แต่จะเร่งทำให้เร็วที่สุดเพราะสถานการณ์ในขณะนี้


เมื่อให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเสร็จแล้ว นายจุลพันธ์ ได้ถ่ายรูปกับรูปบนฝาผนังที่มีรายชื่ออดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานโดยเฉพาะรูป “นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์” และยังได้เอาโทรศัพท์มือถือถ่ายรูปอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานโดยบอกว่า “เป็นพ่อของเพื่อน” ซึ่งตนรู้จักหมดเลย