“ยุติธรรม” สนธิกำลัง กลาโหม และหลายหน่วยงาน ตรวจคลังน้ำมันใหญ่ภาคใต้ 11 แห่ง พบน้ำมันเข้า มากกว่าออก ขู่หากพบมีความผิดจะโอนคดีให้ ดีเอสไอ จัดโทษหนักฐานทั้ง อั้งยี่ ฟอกเงิน
วันที่ 1 เม.ย. 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นผู้ค้าขนาดใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่การขนส่งน้ำมันในภาคใต้ตอนบน รวม 6 จุด เพื่อดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ในการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
โดยสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า , พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) , นายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน , นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง และผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ประกอบด้วย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค , พ.ต.ต.เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค , พ.ต.ต.สุทศธวรรศ อารีย์รัตนะนคร และ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ โดยมี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี , พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี และคณะให้การต้อนรับ
...

จากการลงพื้นที่ตรวจปฏิบัติการพบ ผู้ค้ามาตรา 7 บางราย ปริมาณคงคลังในเดือนมีนาคมมีปริมาณการรับเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลัง มากกว่าการขายออกไป ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการประกอบธุรกิจ ในเดือน ก.พ. 2569 ที่มีการรับเข้าและจำหน่ายออกในภาพใกล้เคียงกัน ซึ่งน้ำมันเป็นสินค้าควบคุมจึงให้มีการตรวจสอบขยายผลต่อไปว่าเป็นกรณีที่ปฏิเสธการขาย หรือประวิงการขาย โดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 31 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกถึงเจ็ดปีหรือไม่ หากพบเป็นความผิดพาณิชย์จังหวัดในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญา
“ความผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันปิโตรเลียม ด้วยการที่มีน้ำมันไม่ปรากฏแหล่งที่มาเก็บไว้ในคลัง หรือมีแล้วแต่ปฏิเสธการขายหรือประวิงการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร โดยเฉพาะคลังน้ำมันขนาดใหญ่ เป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ถือเป็นการเอาเปรียบต่อสังคมในภาวะที่ทุกคนได้รับความเดือดร้อน หากพบความผิดจะมีการโอนคดีให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษ และจะดำเนินคดีในทุกมิติ และถ้าหากพบมีการกระทำความผิดเป็นขบวนการ จะพิจารณาดำเนินคดี ฐานอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษหนักและขยายผลไปสู่การดำเนินงานตามมาตรการฟอกเงิน” รมว.ยุติธรรม กล่าว