"หลวงตาสินทรัพย์" หรือ "พระสิ้นคิด" เลคเชอร์ประวัติศาสตร์ที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ติงพฤติกรรมเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ ยันเคารพกฎหมาย พร้อมให้ดำเนินการตามขั้นตอน ร่ำไห้ “กูไม่เคยขอร้องใครมาช่วย”

วันที่ 10 เม.ย. 69  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีหลวงตาสินทรัพย์ หรือ พระสิ้นคิด แห่งที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ประกาศ "ปล่อยวาง" และเตรียมนำคณะสงฆ์ แม่ชี รวมถึงบรรดาลูกศิษย์ที่มาปฏิบัติธรรมรวมแล้วกว่า 1,000 ชีวิต อพยพออกจากพื้นที่วัดภายในระยะเวลาเพียง 7 วัน หลังหน่วยป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า หรือชุด "พยัคฆ์ไพร" สนธิกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์เมื่อ 3 เม.ย. 69 เนื่องจากได้รับร้องเรียนว่าที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ก่อสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จำนวน 48 รายการ มีทั้งศาลาอเนกประสงค์, กุฏิ, กุฏิรับรอง, ศาลาวิปัสสนา, ห้องสุขา, โรงจอดรถ คิดเป็นพื้นที่การครอบครองเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง ได้ 12 ไร่ 36 ตารางวา 

ล่าสุด หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม (พระสิ้นคิด) อดีตประธานที่พักสงฆ์พุทธอุทยานวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ไลฟ์สดเทศนาตามปกติ โดยมีบางช่วงบางตอนที่หลวงตาสินทรัพย์ หยุดนิ่ง พูดไม่ออกด้วยความน้อยใจ และอัดอั้นเกี่ยวกับการถูกกลั่นแกล้งจากผู้ที่ไม่หวังดี ร้องเรียนให้เข้าตรวจสอบ 10 กว่าครั้ง จนมาเป็นข่าวดังในครั้งนี้ 

ทั้งนี้ ที่เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ไม่ได้มองว่าถูกหรือผิดกฎหมาย แต่มองเรื่องพฤติกรรมและความเหมาะสมที่เข้ามา เข้าศาลาก็ใส่รองเท้าเข้ามา และเป็นลักษณะการบุกเข้ามาหลายร้อยคน ส่วนเรื่องกฎหมายก็ให้ดำเนินการตามขั้นตอน ตัวเองเคารพกฎหมาย แต่ไม่เคารพคนใช้กฎหมาย 

...


นอกจากนี้ พระสิ้นคิด ยังบอกด้วยว่า ตัวเองเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าภูถ้ำนก เขาให้ 15 ไร่ ก่อนจะขอตั้งวัด เขาให้สร้างเสนาสนะก่อน ในประเทศไทยที่มีวัดป่า ไม่มีใครไปขออนุญาตสร้างวัดก่อนแล้วค่อยเข้าไปอยู่ การขอสร้างวัดจากกรมป่าไม้ต้องมีเสนาสนะถึงเข้าเงื่อนไขกฎหมาย ต้องไปข้องเกี่ยวกับป่าไม้กว่าจะได้อนุญาต และผ่านขั้นตอนอีกมากมาย 

โดยที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ตั้งมาปี 2526 หรือ 43 ปี มีพื้นที่ 592 ไร่ ช่วง ปี 2552 มีการขอสร้างสถานที่แห่งนี้ให้เป็นวัด ซึ่งตอนนั้นพระสิ้นคิดยังไม่มาบวช พระสิ้นคิดไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการ มารับสถานที่แห่งนี้พักต่ออาจารย์แขกช่วง ธ.ค. 2562 และต้องมาอัญเชิญตัวเองถึง 7 ครั้ง ถึงยอมมาอยู่ เพราะมันแห้งแล้ง เป็นพลาญหิน เป็นป่ายูคา ป่ายาง ไร่มันสำปะหลัง แต่ตัวเองก็ยอมมา ก่อนขึ้นมาที่นี่พระสิ้นคิด ก็มีวัดที่ถูกต้องอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่ต้องมาที่นี่ด้วยซ้ำ และสถานที่แห่งนี้จะมีลานหินปูนขนาดใหญ่ ที่คนในอดีตเขียนว่าเป็นลานอรหันต์ ทำให้ตัวเองทำเป็นศาลาหอฉัน กุฏิทุกหลังที่สร้าง ไม่มีการตัดต้นไม้ มีแต่จะปลูกเพิ่ม ซึ่งตัวเองก็มีเสนาสะนะและหลักฐานตั้งแต่ที่มาที่นี่ 

ช่วงหนึ่งพระสิ้นคิดถึงกับร้องไห้ และพูดว่า “ตัวเองพึ่งพาตัวเองตลอด ไม่เคยขอร้องใครมาช่วยเหลือ เป็นคนพูดจริงทำจริงยึดสัจจะ และขอประกาศด้วยหัวใจ ไม่ว่าพระธรรมยุตหรือพระเถระ ไม่ต้องมาปกป้องกู กูพึ่งตัวกูเองมาตลอด แต่ตัวเองรู้สึกสลดสังเวชในหัวใจ“

ด้าน "ชูษี เชิญยิ้ม" ที่มาร่วมทำบุญ ร่ำไห้ บอกว่า ที่ดินที่มีปัญหาเป็นที่ดินที่ "พระสิ้นคิด"ได้มาจากชาวบ้านที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ชาวบ้านหลายรายจึงมอบให้ "พระสิ้นคิด" รับช่วงดูแลต่อ ทำให้มีการปลูกป่า แต่เมื่อมาถูกกล่าวหาว่ารุกป่า ทำให้ตัวเองก็รู้สึกน้อยใจเหมือนกัน อยากจะให้ผู้ใหญ่ลงมาดูบ้าง มันจุกในใจบางทีก็น้อยใจ เหมือนไม่ได้รับความยุติธรรม