วิกฤตการณ์ราคาน้ำมันครั้งสำคัญ เคยเกิดขึ้นเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว หรือในช่วงทศวรรษ 1970 มีเหตุการณ์หลักๆที่เลวร้ายและส่งผลกระทบกับราคาเชื้อเพลิงมากที่สุดถึง 2 ครั้ง คือ
- วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2516 - 2517): เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) จากสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) ที่กลุ่มประเทศอาหรับประกาศลดการผลิตและส่งออกน้ำมัน
- วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2522 - 2523): เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) จากการปฏิวัติอิหร่าน ทำให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน
เหตุการณ์ทั้งสองครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
เหตุการณ์ทั้งสองครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
เหตุการณ์ทั้งสองครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

...
เป็นเวลาสี่สิบปีแล้ว ที่พระราชดำริเรื่อง น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ซึ่งพระองค์ทรงคิดค้นให้กับคนไทยและประสบความสำเร็จจนนำมาซึ่งการผลิตใช้งานอย่างจริงจัง ถือเป็นวิสัยทัศน์และสายพระเนตรอันยาวไกล โดยทรงเริ่มศึกษาเรื่องนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันโลกยังไม่ผันผวนเท่าปัจจุบัน

นี่คือรายละเอียดและลำดับเหตุการณ์สำคัญของโครงการในพระราชดำริ
1. จุดเริ่มต้นและแนวคิด
ทรงมีพระราชดำริว่า "น้ำมันปาล์ม" มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลมากที่สุด และประเทศไทยสามารถปลูกปาล์มน้ำมันได้เองในแถบภาคใต้ หากสามารถนำมาใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ จะเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและช่วยยกระดับราคาผลผลิตให้เกษตรกร "คนอื่นอาจจะว่าบ้าที่นำน้ำมันปาล์มมาใส่รถยนต์ แต่คนบ้าอย่างเรานี่แหละที่ทำให้มันเป็นจริงได้" — (ใจความสำคัญจากกระแสพระราชดำริเกี่ยวกับพลังงานทดแทน)
2. การทดสอบกับรถยนต์ "เซียต อาฮัมบร้า" (SEAT Alhambra)
เหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาและพิสูจน์ว่าแนวคิดนี้ใช้งานได้จริง คือการทดสอบกับรถยนต์ส่วนพระองค์ รุ่น SEAT Alhambra (เครื่องยนต์ดีเซล 1,900 ซีซี) วิธีการคือ ทรงใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 100% (Refined Bleached Deodorized Palm Olein) เติมลงในถังน้ำมันโดยตรงโดยไม่ผสมน้ำมันดีเซลเลย


ผลการทดสอบ รถยนต์สามารถวิ่งได้ตามปกติ เครื่องยนต์เดินเรียบ และไอเสียที่ออกมามีมลพิษน้อยกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไป นอกจากนี้ยังมีกลิ่นคล้ายการทอดขนม ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับสถานที่ทดสอบ มีการทดลองวิ่งจริงในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อเก็บข้อมูลประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซลจากเชื้อเพลิงดีเซลปกติเป็นน้ำมันปาล์ม
...

พัฒนาการจาก "น้ำมันปาล์ม" สู่ "ไบโอดีเซล"
พระองค์ทรงแบ่งการศึกษาออกเป็นหลายรูปแบบ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานที่หลากหลาย น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (Straight Vegetable Oil) ใช้กับเครื่องยนต์เกษตรกรรมขนาดเล็กแบบไม่มีหัวฉีดละเอียดได้ทันที ส่วนการผสม (Blending) มีการทดลองนำน้ำมันปาล์มมาผสมกับน้ำมันดีเซลในสัดส่วนต่างๆ จนประสบความสำเร็จและกลายเป็นมาตรฐานเชื้อเพลิงไบโอดีเซล B5, B7, B10 และ B20 ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

...
กระบวนการทางเคมี (Transesterification) การเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลน้ำมันปาล์มให้กลายเป็น "เอสเทอร์" เพื่อให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงดีเซลมากที่สุดจนเครื่องยนต์รุ่นใหม่ๆ ยอมรับได้
รางวัลระดับโลกและการจดสิทธิบัตร
ผลงานด้านพลังงานทดแทนนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างสูงสุด:
สิทธิบัตร ทรงได้รับการจดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย เรื่อง "การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล"
รางวัล Gold Medal จากงาน Brussels Eureka 2001 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งเป็นการประกาศเกียรติคุณในฐานะนักประดิษฐ์ระดับโลก

พระองค์ไม่ได้มองน้ำมันปาล์มเป็นแค่ "เชื้อเพลิง" แต่ทรงมองเป็น "ทางรอดของชาติ" ในยามวิกฤตพลังงาน ทรงใช้รถยนต์ส่วนพระองค์เป็นห้องทดลอง เพื่อให้พสกนิกรและหน่วยงานรัฐเห็นว่า "ทำได้จริง" ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านพลังงานชีวภาพในภูมิภาคอาเซียนจนถึงทุกวันนี้.

...
การผสมน้ำมันปาล์มลงในเชื้อเพลิงดีเซลเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ ไบโอดีเซล (Biodiesel) ซึ่งในประเทศไทยมีการใช้งานอย่างแพร่หลายตามมาตรฐานของภาครัฐ (เช่น B7, B10 หรือ B20) โดยมีประเด็นที่น่าสนใจทั้งในด้านเทคนิคและข้อควรระวังดังนี้
1. ประเภทของน้ำมันปาล์มที่ใช้
B100 (Methyl Ester): คือน้ำมันปาล์มที่ผ่านกระบวนการทางเคมี (Transesterification) เพื่อแยกกลีเซอรีนออก ทำให้น้ำมันมีความหนืดใกล้เคียงกับดีเซลปกติและเผาไหม้ได้สะอาด นี่คือรูปแบบที่ใช้ผสมในปั๊มน้ำมันทั่วไป
น้ำมันปาล์มดิบ/น้ำมันพืชใช้แล้ว: ไม่แนะนำให้เติมลงในเครื่องยนต์โดยตรง (โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่) เพราะมีความหนืดสูงและอาจเกิดไขได้ง่าย ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบหัวฉีด
2. ผลกระทบต่อเครื่องยนต์
การหล่อลื่น น้ำมันปาล์มมีคุณสมบัติในการหล่อลื่นที่ดีกว่าน้ำมันดีเซลล้วน ช่วยลดการสึกหรอของปั๊มเชื้อเพลิงและหัวฉีดได้ในระดับหนึ่ง ไบโอดีเซลมีฤทธิ์เป็นตัวทำละลายที่เก่งกว่าดีเซลปกติ หากรถเก่าที่ไม่เคยใช้ไบโอดีเซลมาก่อนมาเริ่มใช้ อาจไปชะล้างคราบสกปรกในถังน้ำมันมาอุดตันที่กรองโซล่าได้ในช่วงแรก ข้อควรระวังก็คือ น้ำมันปาล์มมีค่าพลังงานความร้อน (Heating Value) ต่ำกว่าดีเซลเล็กน้อย หากผสมในสัดส่วนที่สูงมาก (เช่น B20 ขึ้นไป) อาจรู้สึกว่ารถกินน้ำมันมากขึ้นหรือกำลังตกเล็กน้อยในบางจังหวะ
3. ข้อควรระวังสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่
ระบบ Common Rail เครื่องยนต์ดีเซลสมัยใหม่ที่มีแรงดันหัวฉีดสูงมาก และมีอุปกรณ์บำบัดไอเสียอย่าง DPF (Diesel Particulate Filter) จะค่อนข้างอ่อนไหวต่อคุณภาพน้ำมัน
การเกิดไข น้ำมันปาล์มมีจุดเกิดไข (Cloud Point) ที่อุณหภูมิสูงกว่าดีเซล หากใช้งานในที่อากาศหนาวจัด น้ำมันอาจเป็นไขและทำให้เครื่องยนต์สตาร์ทติดยากหรือวอดดับ
ความชื้น น้ำมันไบโอดีเซลดูดความชื้นได้ง่ายกว่าปกติ หากจอดรถทิ้งไว้นานเกิน 1-3 เดือนโดยไม่ใช้งาน อาจเกิดการแยกตัวหรือเกิดเมือกแบคทีเรียในถังน้ำมันได้
รถกระบะทั่วไปสามารถใช้ B7 หรือ B10 ได้ตามมาตรฐานผู้ผลิตโดยไม่มีปัญหา ส่วนรถยุโรปหรือรถสมรรถนะสูง: ควรตรวจสอบคู่มือรถว่ารองรับได้ถึงระดับใด (ส่วนใหญ่จะแนะนำที่ B7) การผสมเองนั้น ขอบอกเลยว่า ไม่แนะนำให้นำน้ำมันปาล์มทำอาหารมาผสมเองในสัดส่วนที่สูง เพราะค่าความหนืดและสารตกค้างจะทำให้หัวฉีดอุดตันในระยะยาว.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/