DSI สรุปสำนวนส่งอัยการ “แทนไท กับพวกรวม 11 ราย” คดีฟอกเงินพัวพันเว็บหนังเถื่อน-พนันออนไลน์ มูลค่าความเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท ขณะที่ “แทนไท” และพวกรวม 7 ราย” ยังหลบหนี


จากกรณีศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับ นายแทนไท ณรงค์กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไททัน แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กับพวก ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในคดีพิเศษที่ 64/2567 ความผิดฐาน สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จากการพัวพันเว็บไซต์หนังเถื่อนและพนันออนไลน์

โดยศาลพิจารณาเห็นว่าผู้ต้องหาน่าจะกระทำความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกสูงเกินกว่า 3 ปี อีกทั้งมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนีและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จึงให้อำนาจพนักงานสอบสวนจับกุมตัวภายในอายุความ 15 ปี

จากนั้นในวันที่ 26 ม.ค.69 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวผลการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 8 จุด ในกรุงเทพมหานคร ลำปาง ตาก พิษณุโลก สมุทรปราการ และชลบุรี กระทั่งสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 4 รายจากทั้งหมด 7 ราย 

ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการติดตามจับกุมผู้ต้องหาสำคัญ คือ นายแทนไท ณรงค์กูล และแอดมิน รวมถึงยังได้มีการตรวจยึดรายการทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหลายรายการ อาทิ กระเป๋าถือของสตรี ยี่ห้อ Goyard , ยี่ห้อ Louis Vuitton , หุ่นยนต์ Ironman , ตุ๊กตาอาร์ททอย เป็นต้น ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันที่ 10 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 9 เม.ย. คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สรุปสำนวนและส่งสำนวนคดีพิเศษที่ 64/2567 ต่อพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหา จำนวน 11 ราย ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน โดยสำนวนมีทั้งหมด 39 แฟ้ม รวม 12,816 แผ่น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 4 ราย และยังมีผู้ต้องหาหลบหนีอีก 7 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ นายแทนไท ณรงค์กูล

...

สำหรับคดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการสืบสวนของกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ซึ่งได้ดำเนินคดีในความผิดมูลฐานและขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้กระทำผิด พบว่ามีการรับโอนเงินจากการละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานของผู้อื่นเพื่อนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังมีการจัดให้ประชาชนรับชมหรือรับฟังสื่อประเภทภาพยนตร์และรายการต่างประเทศ โดยเรียกเก็บค่าบริการหรือผลประโยชน์อื่น ส่งผลให้เกิดความเสียหาย รวมมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ยังตรวจพบว่า เครือข่ายดังกล่าวดำเนินเว็บไซต์ให้บริการดูภาพยนตร์ออนไลน์ รายการโทรทัศน์ และการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลจากต่างประเทศ รวมถึงมีการแฝงเว็บไซต์พนันออนไลน์ผ่านแบนเนอร์โฆษณาบนหลายเว็บไซต์ แม้ผู้ใช้งานทั่วไปจะสามารถเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่จะมีการเชื่อมโยง (Link) ไปยังบริการสำหรับลูกค้ากลุ่ม VIP ซึ่งสามารถเข้าถึงเนื้อหาพิเศษ รวมถึงสื่อลามกอนาจารได้ และมีการแฝงโฆษณาเว็บไซต์พนันออนไลน์ทั้งในรูปแบบแบนเนอร์ และการตั้งค่าเปลี่ยนเส้นทางอัตโนมัติ (URL Redirect) เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่การเล่นพนันออนไลน์

อีกทั้งยังมีการใช้บัญชีม้ารับโอนเงินจากกิจกรรมดังกล่าว ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งจากการขยายผลพบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงกันในลักษณะเครือข่ายอาชญากรรม มีการใช้บัญชีธนาคารเพื่อโอนและรับโอนเงิน รวมถึงการแปลงสภาพทรัพย์สินเพื่อปกปิดแหล่งที่มา และอำพรางเส้นทางการเงิน อีกทั้งยังมีการฟอกเงินผ่านการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังคงเดินหน้าติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่หลบหนี และขยายผลไปยังผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งในและต่างประเทศ โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้กำชับให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนขยายผลอย่างเข้มข้น เพื่อติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีไปยังต่างประเทศ รวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไป.