“อนุทิน” แถลงปรับลดงบประมาณภาครัฐ แก้ปัญหา-บรรเทาความเดือดร้อนประชาชนช่วงวิกฤตพลังงาน พร้อมปรับโครงสร้างพลังงาน-ค่าไฟฟ้า ยังไม่มีมติปรับลดค่าการกลั่น-ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน รอแถลงนโยบาย
เมื่อเวลา 21.54 น. วันที่ 6 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ มาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์ดังกล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้อยากจะมาแถลงสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้มีความตั้งใจที่จะดำเนินการเพื่อบรรเทาภาระและความเดือดร้อนของประชาชนอันเนื่องมาจากเหตุการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลกทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงสิ่งที่ได้จากการผลิตน้ำมันก๊าซธรรมชาติ เช่น ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ในตลาดโลกได้ปรับตัวราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ที่ต้องนำเข้าพลังงานจากแหล่งตะวันออกกลาง และแหล่งอื่นๆ โดยเฉพาะในแหล่งตะวันออกกลาง ที่ต้องนำเข้าน้ำมันถึงร้อยละ 50

...


สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ ยกระดับการโจมตีทั้งแหล่งผลิต โรงกลั่นน้ำมัน ระบบขนส่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติทั่วภูมิภาค เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้ในอนาคตเหตุการณ์ความขัดแย้งจะยุติลง แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคนี้ยังคงใช้เวลาในการฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติได้ ดังนั้น ราคาของพลังงานและการขาดแคลนผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะยังคงดำรงอยู่อีกระยะหนึ่ง
ข้อเท็จจริงประการสำคัญที่รัฐบาลจะต้องเรียนต่อประชาชนให้ทราบตามตรง แม้รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงธรรมชาติ แต่ปริมาณของน้ำมันและก๊าซที่หายไปจากแหล่งในตะวันออกกลาง ทำให้มีความยากลำบากมากขึ้นในการหาน้ำมันและก๊าซจากแหล่งอื่น รัฐบาลเลือกที่จะแถลงข้อเท็จจริงนี้ต่อประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและพร้อมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่อไป
นายอนุทิน เผยอีกว่า ตนและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ขอยืนยันว่าจะทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ปัญหาและหาทางช่วยเหลือและรักษาประโยชน์ของประชาชนทุกภาคส่วนให้สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ไปได้ด้วยกันให้ได้ ขอให้ประชาชนให้ความมั่นใจต่อรัฐบาลชุดนี้ว่า จะยืนอยู่เคียงข้างประชาชน และทำงานเพื่อทุกคน เพราะเรามาจากประชาชน



โดยสิ่งที่รัฐบาลจะทำ คือ ปรับลดงบประมาณในส่วนของภาครัฐ เพื่อนำงบประมาณมาใช้ช่วยเหลือลดผลกระทบให้แก่พี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรก, ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน และค่าไฟฟ้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด และจัดมาตรการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกกลุ่ม และ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังย้ำด้วยว่า “เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบในระดับโลก ต้องยอมรับความจริง และต้องร่วมกันปรับเปลี่ยนเพื่อให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ความสามัคคีของคนในชาติเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในยามนี้ เชื่อว่าความร่วมมือของพี่น้องประชาชนทุกคนจะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ และอยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคตได้ ช่วงนี้น้ำมันและผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมอาจขาดแคลน และมีราคาแพงไปบ้าง รัฐบาลจะบริหารสถานการณ์ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด และจะมีมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดความเดือดร้อน โดยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป”
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการลดภาษีโรงกลั่น และภาษีสรรพสามิตด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังดำเนินการ โดยย้ำว่าทุกอย่างจะเป็นรูปธรรม ได้รับการแก้ไขและปฏิบัติโดยเร็ว เมื่อรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา
ส่วนคำถามว่า นายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า ในส่วนที่ต้องใช้ อาจจะมีการใช้บางส่วน ขอให้ยืนยันว่ากระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แจ้งถึงความจำเป็นที่ต้องใช้ หากต้องใช้ ตนพร้อมที่จะรับผิดชอบและดำเนินการในอำนาจขอบเขตที่มี หากเป็นประโยชน์และช่วยลดความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน.





