กองทัพสหรัฐฯ ช่วยเหลือลูกเรือที่สูญหายจากเหตุเครื่องบินขับไล่ F-15E ที่ถูกยิงตกในอิหร่าน ได้อีก 1 นาย หลังเกิดการปะทะอย่างหนัก แต่ยังไม่สามารถนำตัวออกนอกประเทศได้ ขณะความตึงเครียดสหรัฐ–อิหร่าน ยังทวีความรุนแรง

แหล่งข่าวจากรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า กองทัพสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการระบุตัวและเข้าช่วยเหลือลูกเรือรายที่สองจากเครื่องบิน F-15 ที่ถูกยิงตกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.) โดยปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการยิงปะทะกันอย่างรุนแรงในพื้นที่ใกล้เมืองเดห์ดัชต์ ทางตอนใต้ของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า "ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น" เนื่องจากทีมนักบินและหน่วยกู้ภัยยังคงติดอยู่ในดินแดนของอิหร่าน และยังต้องเผชิญกับอันตรายจากสถานการณ์สู้รบที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก่อนหน้านี้เกิดการแย่งชิงตัวนักบินอย่างดุเดือดระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นของอิหร่านที่หวังเงินรางวัลนำจับกว่า 2 ล้านบาทจากรัฐบาลอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีต่อข่าวดังกล่าวโดยระบุว่า: 

"เราเจอเขาแล้ว! เพื่อนชาวอเมริกันทั้งหลาย ในช่วงหลายชั่วโมงที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่กล้าหาญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ลูกเรือผู้กล้าหาญของเราคนหนึ่ง และผมยินดีอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ตอนนี้เขาปลอดภัยดีแล้ว! นักรบผู้กล้าหาญคนนี้อยู่หลังแนวข้าศึกในเทือกเขาอันอันตรายของอิหร่าน ถูกไล่ล่าโดยศัตรูของเราที่เข้ามาใกล้ขึ้นทุกชั่วโมง แต่เขาไม่เคยอยู่โดดเดี่ยวอย่างแท้จริง เพราะผู้บัญชาการสูงสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม ประธานคณะเสนาธิการร่วม และเพื่อนนักรบของเขาได้เฝ้าติดตามตำแหน่งของเขาตลอด 24 ชั่วโมง และวางแผนการช่วยเหลืออย่างขยันขันแข็ง ตามคำสั่งของผม กองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินหลายสิบลำ ติดตั้งอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดในโลก ไปรับเขา เขาได้รับบาดเจ็บ แต่เขาจะปลอดภัยดี" 

...

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความย้ำเตือนอิหร่านถึงเส้นตายในการเจรจายุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า "เวลาเหลือเพียง 48 ชั่วโมง ก่อนที่นรกจะถาโถมลงมาใส่พวกเขาทั้งหมด" ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากเจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูงของอิสราเอลที่ระบุว่า กองทัพอิสราเอลพร้อมที่จะโจมตีสถานประกอบการด้านพลังงานของอิหร่านทันทีหากได้รับอนุมัติจากสหรัฐฯ ภายในสัปดาห์หน้า

ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ส่งจดหมายถึงสหประชาชาติ เตือนว่าการโจมตีพื้นที่ใกล้โรงไฟฟ้าบุเชอร์ อาจนำไปสู่ "วิกฤตการแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสี" ที่ไม่อาจยอมรับได้ พร้อมตอบโต้คำขู่ของสหรัฐฯ ว่า "ภูมิภาคนี้จะกลายเป็นนรกสำหรับพวกคุณเช่นกัน"

แม้ทางการอิหร่านจะยังเปิดช่องให้มีการเจรจาสันติภาพผ่านปากีสถาน แต่ดูเหมือนว่าเงื่อนไขที่ทรัมป์ยื่นให้นั้นจะยังไม่ได้รับการตอบสนอง ขณะเดียวกันอิหร่านยังคงเดินหน้าส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และโรงงานอุตสาหกรรมในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวตเพื่อเป็นการล้างแค้น

สงครามที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 นี้ ไม่เพียงแต่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันคน แต่ยังก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานทั่วโลก เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 1 ใน 5 ของโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะเสี่ยงขั้นรุนแรง ขณะที่ผลสำรวจในสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่าประชาชนเริ่มให้การสนับสนุนสงครามครั้งนี้ลดน้อยลงเรื่อยๆ.


ที่มา Al Jazeera / Reuters