คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมลงคะแนนเสียงรับรองร่างมติปกป้องเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซวันนี้ หลังวิกฤตความขัดแย้งทำราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด ขณะที่ "จีน" ประกาศชัดไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทหาร ชี้อาจเป็นการสร้างความชอบธรรมให้การโจมตีที่ผิดกฎหมาย

คณะทูตเปิดเผยว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติภายใต้การนำของบาห์เรน ในฐานะประธานหมุนเวียน ได้เตรียมนำร่างมติเข้าสู่การลงคะแนนเสียงในวันนี้ (3 เม.ย.) แม้จะเป็นวันหยุดของยูเอ็น เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านพยายามเข้าควบคุมการเดินเรือสากลในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของโลก

เนื้อหาในร่างมติล่าสุดระบุว่า จะอนุญาตให้ใช้ "มาตรการป้องกันที่จำเป็นทุกประการ" เพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นการปรับถ้อยคำเพื่อลดแรงเสียดทานจากรัสเซียและจีน โดยตัดการอ้างอิงถึงมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเกินไปออก

ทางด้าน นายฟู่ คง ผู้แทนถาวรจีนประจำสหประชาชาติ ได้แถลงคัดค้านการให้อำนาจใช้กำลังทหาร โดยระบุว่าอาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงและเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงตามมา ขณะที่มีรายงานว่า จีน รัสเซีย และฝรั่งเศส ได้ร่วมกันระงับกระบวนการพิจารณาแบบไม่คัดค้านเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้ร่างมติดังกล่าวต้องถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่เพื่อลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์

การผ่านร่างมตินี้จำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบอย่างน้อย 9 เสียง และต้องไม่มีการใช้อำนาจ "วีโต้" จากสมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ, รัสเซีย, จีน, อังกฤษ และฝรั่งเศส

สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากว่า 1 เดือน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงโดยปริยาย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมันทั่วโลก

...

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะเดินหน้าโจมตีต่อไปแต่ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนในการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือ ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนว่าสหรัฐฯ อาจไม่ได้แสดงบทบาทหลักในการรับรองความปลอดภัยให้กับเรือสินค้าในครั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันยิ่งทะยานสูงขึ้นไปอีก

ล่าสุด กลุ่มสันนิบาตอาหรับที่มีสมาชิก 22 ประเทศ รวมถึงอังกฤษที่เพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดประชุมร่วมกับอีกกว่า 40 ประเทศ ได้ออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนความพยายามของบาห์เรนในการจัดระเบียบและคืนความปลอดภัยให้แก่การเดินเรือสากล โดยเน้นย้ำว่าการกระทำของอิหร่านเป็นการคุกคามผลประโยชน์ของคนทั้งโลกที่ต้องได้รับการตอบโต้อย่างเด็ดขาด.


ที่มา Reuters