“พนิดา” เรียกร้อง “อนุทิน” ทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซัดเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง ลั่นพรรคประชาชนไม่ฝากความหวังไว้ที่รัฐบาล เดินหน้านำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเข้าสภาฯแล้ว
วันที่ 10 เมษายน 2569 น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน อภิปรายในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวาระแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ว่าหลังปิดคูหาเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผลประชามติออกมาชัดเจนแล้ว ว่ามีประชาชนกว่า 21 ล้านคนที่กาเห็นชอบ เพื่อบอกพวกเราทุกคนในที่แห่งนี้ ทั้ง สส. และ สว. ว่า พอแล้ว ไม่เอาแล้วกับรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 ไม่ไหวแล้วกับกติกาเดิม 21.6 ล้านเสียงนี้มีมากกว่าคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนถึงสองเท่า ที่สำคัญ มีมากกว่าเสียงเห็นชอบ ถึง 5 ล้านเสียง เพราะฉะนั้น มีเสียงของคนเลือกพรรคร่วมรัฐบาลแน่นอน นี่จึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ภารกิจในการเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นวาระสำคัญของประเทศ จึงเป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน
แต่เหตุใดเรื่องนี้ถึงไม่สำคัญพอที่จะปรากฏอยู่ในถ้อยคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเลยสักคำ หรือการที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไม่ทำอะไรเลยแบบนี้ คือข้อพิสูจน์ว่า คุณอนุทินและองคาพยพคือส่วนหนึ่งของผู้ที่ได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ฉบับพ.ศ. 2560 โดยตรง
“ไม่เคยมีรัฐบาลใดที่มาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจเหนือทุกองค์กรแบบนี้ได้มาก่อน การที่ผู้มีอำนาจในการกำหนดทิศทางประเทศส่วนใหญ่มาจากเครือข่ายการเมืองเดียวกัน ทั้งคณะรัฐมนตรี สส. โดยเฉพาะ สว. ที่มีอำนาจในการเลือกองค์กรที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ อย่างศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นกลุ่มคนสีเดียวกัน คนที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมี กกต. ที่ดำเนินการจัดการเลือกตั้งแบบค้านสายตาประชาชน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกสาธารณชนตั้งคำถามอย่างไร เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับพ.ศ. 2560 ไม่ได้ให้อำนาจการถอดถอนคณะกรรมการ กกต. และองค์กรอิสระอื่น ๆ ไว้กับประชาชน” น.ส.พนิดา กล่าวและว่า
...
นอกจากนี้คณะกรรมการ สตง. ที่ถืออำนาจเด็ดขาดในการตรวจเงินทุกบาททุกสตางค์ของทุกองค์กรภาครัฐในประเทศ แต่กลับไม่เคยออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีตึก สตง. ถล่ม เพราะภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ให้องค์กรอิสระตรวจสอบกันเอง ทำให้เอาผิดคนเหล่านี้ไม่ได้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คนเพียง 9 คน สามารถชี้เป็นชี้ตาย สั่งยุบพรรค ตัดสิทธิ*นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง มีดาบอาญาสิทธิ์ อย่างมาตรฐานจริยธรรมที่ถอดถอนนายกฯมาแล้ว 2 คน ขณะเดียวกันก็ให้ความชอบธรรมกับการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารและองคาพยพทางการเมืองฝ่ายเดียวกันเป็น เครื่องมืออันทรงพลานุภาพให้กับกลุ่มคนที่ถือใบอนุญาตที่สอง ในการคัดเลือกว่าใครสมควรจะเข้ามาเป็นนักการเมือง รัฐมนตรี ในระบอบนี้
และที่สำคัญ คนที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ก็คือรัฐบาล เพราะรัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้ว่า รัฐจะเป็นผู้จัดทำบริการสาธารณะให้ โดยจะมากน้อยก็แล้วแต่ ประชาชนจะเป็นเพียงผู้รอรับสิทธิเท่านั้นประชาชนจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องอย่างเต็มที่ สิ่งที่เหมือนกันของคนกลุ่มนี้คือ มักกระทำการขัดต่อหลักการ ไม่สนใจความเห็นสาธารณะ และชอบพูดจาไม่สนใจพี่น้องประชาชน นี่หรือเปล่าหน้าตาของกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ นี่จึงเป็นสาเหตุให้คุณอนุทินไม่ฟังเสียงของประชาชนที่แสดงผ่านประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาหรือไม่
สส. พรรคประชาชน ระบุด้วยว่า ตนไม่ได้ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่รัฐบาล พรรคประชาชนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ณ เวลานี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้มีการเสนอร่างแก้ไขรายมาตรา ในประเด็นว่าด้วยที่มา อำนาจ และการถอดถอนองค์กรอิสระ เข้ามาในสภาแล้ว เพราะในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งการจัดการเลือกตั้งของ กกต. คะแนนดัชนีความโปร่งใสตกต่ำรั้งท้ายโลก จนคุณอนุทินก็รับไม่ได้ องค์กรอิสระที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงกลับลอยตัว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิกที่เคยบอกว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขรายมาตรา จะร่วมกันโหวตเห็นชอบกับพวกตน
คำถามสำคัญในวันนี้คือ รัฐธรรมนูญไทยเอาอย่างไรต่อ จะทำอย่างไรกับร่างเดิมที่เคยพิจารณาร่วมกัน จะดึงร่างเดิมกลับมาพิจารณาภายใน 60 วันเพื่อตั้งกรรมาธิการใหม่หรือไม่ หรือ ครม. จะเสนอร่างเข้ามาใหม่ประกบกับร่างพรรคเพื่อไทย วิธีการเป็นอย่างไร และตนขอท้าให้ลุกขึ้นมาตอบว่า มาถึงขนาดนี้แล้ว กล้าขึ้นมายืนยันหรือไม่ว่า ตกลงแล้วรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีเนื้อหาอย่างไร