กองทัพบกไทย ดำเนินการผลิตลูกกระสุนปืนเล็กขนาด 5.56 มิลลิเมตร ณ กองโรงงานช่างแสง ศูนย์อุตสาหการสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ด้วยงบประมาณมูลค่า 2,800 ล้านบาท โดยโรงงานดังกล่าวได้รับการติดตั้งเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตจากบริษัท NORINCO ของจีน และมีขีดความสามารถในการผลิตลูกกระสุนปืนเล็กขนาด 5.56 มิลลิเมตร จำนวน 50 ล้านนัดต่อปี

กองโรงงานช่างแสงฯ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองสำหรับการผลิตและจัดหายุทโธปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพของกองทัพบก โดยโรงงานผลิตลูกกระสุนแห่งใหม่นี้เป็นโรงงานภายใต้ศูนย์อุตสาหการสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ซึ่งมีเครือข่ายการผลิตมากว่า 20 แห่งทั่วประเทศ
กรมสรรพาวุธทหารบก (ศอ.สพ.ทบ.) โดย ศูนย์อุตสาหการสรรพาวุธ (ศอ.สพ.) และหน่วยงานในสังกัดเช่น กองโรงงานช่างแสง และ กองโรงงานวัตถุระเบิด มีหน้าที่ผลิตและประกอบกระสุนปืนขนาดต่างๆ ทั้งกระสุนปืนเล็ก (เช่น 5.56 มม.) และกระสุนปืนพก (เช่น 9 มม., .45 นิ้ว) รวมถึงผลิตส่วนประกอบต่างๆ ของกระสุน เช่น ปลอกกระสุน หัวกระสุน และดินส่งกระสุนด้วย เพื่อใช้ในราชการทหาร.
...

หน้าที่หลัก:
ผลิตกระสุน: ตั้งแต่กระสุนปืนเล็กไปจนถึงกระสุนปืนพกในขนาดที่ใช้งานกันทั่วไป.
ผลิตส่วนประกอบ: จัดหาและผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เช่น จอกทองเหลือง/ทองแดง, ตะกั่วทำแกนลูกกระสุน, ดินส่งกระสุน, และชนวนท้าย.
ประกอบรวมกระสุน: นำชิ้นส่วนต่างๆ มาประกอบเป็นลูกกระสุนสำเร็จรูป.
การซ่อมบำรุง: รวมถึงการซ่อมบำรุงและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอาวุธยุทโธปกรณ์และกระสุน.
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง:
กองโรงงานช่างแสง (กรง.ชส.): รับผิดชอบการผลิตกระสุนปืนเล็กและปืนพก.
กองโรงงานวัตถุระเบิด (กรง.วต.): ในสังกัดทหารอากาศ ก็มีโรงงานผลิตกระสุนและวัตถุระเบิดเช่นกัน.
สรุป กรมสรรพาวุธมีบทบาทสำคัญในการผลิตและสนับสนุนกระสุนสำหรับกองทัพไทย

สรรพาวุธ หมายถึง อาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งปวง กิจการสรรพาวุธ คือ งานที่เกี่ยวข้องกับอาวุธยุทโธปกรณ์ กรมสรรพาวุธทหารบก เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ เกี่ยวกับกิจการสรรพาวุธของกองทัพบก มีหน้าที่ดำเนินงานทั้งมวลเกี่ยวกับการจัดเตรียม อาวุธ กระสุน วัตถุระเบิด และยุทโธปกรณ์อื่น ๆ สำหรับกองทัพ ซึ่งได้มีอายุครบ 116 ปี ในวันที่ 20 สิงหาคม 2561 นี้ เมื่อนับจากวันก่อตั้งกรมสรรพาวุธ เมื่อปีพุทธศักราช 2445 หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว กิจการสรรพาวุธของกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น เกิดขึ้นมาก่อนหน้าเป็นเวลาเนิ่นนานกว่าหลายร้อยปี แต่ได้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยง จนคลี่คลายมาเป็นกรมสรรพาวุธต้นกำเนิด จากนั้นแล้วได้มีการพัฒนา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ต่อมาเป็นเวลากว่า 11 ทศวรรษ จนเป็น กรมสรรพาวุธทหารบก ในปัจจุบัน


...
เมื่อทหารมีอาวุธเป็นเครื่องมือในการปกป้อง ชาติและรักษาชีพของตน กิจการสรรพาวุธจึงเป็นงาน สำคัญที่กำเนิดและพัฒนาควบคู่กับกิจการทหารมา โดยตลอด นับตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุร จนถึงช่วงต้นรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว การจัดกองทัพเป็นการเกณฑ์ไพร่พลที่เป็นชาย ทุกคนเข้าร่วมทำการรบ โดยสังกัดกรม กองต่าง ๆ ในสมัยที่อาวุธประจำกายทหารคืออาวุธฟันแทง ที่เลือกใช้ตามถนัด ไพร่พลจึงต้องนำอาวุธของตน มาเอง หน่วยงานด้านสรรพาวุธสมัยน้ันจึงมีหน้าท่ี จัดหาเฉพาะยุทโธปกรณ์สำคัญจำพวกปืนไฟและ ดินปืน แต่เมื่อเร่ิมมีการนำปืนเล็กมาเป็นอาวุธประจำ กายมากขึ้น การจัดหาอาวุธพร้อมเครื่องประกอบ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานด้าน สรรพาวุธในกองทัพ ดังเช่นนามหน่วยงานและ ตำแหน่งต่าง ๆ ที่มีกำหนดในกฎหมายตราสามดวงซึ่ง ตราขึ้นไว้ตั้งแต่สมัยอยุธยา ได้แก่ กรมแสงปืนโรงใหญ่ กรมรักษาตึกดิน นายกองตำดินปืน รักษาตึกดิน ทนายเลือกปืน กำนันพระแสงปืน เป็นต้น

หน่วยงานและตำแหน่งเหล่านี้ มีอยู่ทั้งในส่วนงานทหารและงานพลเรือน และกระจายอยู่ กับกรม กองต่าง ๆ ไม่ได้เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงาน ใดโดยเฉพาะ เนื่องจากแต่ละกรมกองมีการบริหารจัดการ อาวุธในสังกัดของตนเอง จึงกล่าวได้ว่ากิจการสรรพาวุธนั้นมี ขึ้นมาเนิ่นนานนับร้อย ๆ ปีแล้ว เพียงแต่ยังมิได้มีลักษณะการ จัดหน่วยเช่นในปัจจุบันเท่านั้นเอง จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้แยกกิจการทหารและพลเรือน ออกจากกัน ทำการจัดระเบียบหน่วยงานทหารเสียใหม่ โดย สร้างกองทัพที่เป็นทหารอาชีพ มีการฝึกฝนเป็นอย่างดีเพื่อทำหน้าที่ในการป้องกันประเทศโดยเฉพาะ จัดตั้งโรงเรียน สำหรับฝึกนายทหารและนายสิบ จัดการเกณฑ์ทหารแบบใหม่ ที่มีเบี้ยเลี้ยงเงินเดือน ในส่วนของกิจการสรรพาวุธแม้ว่า จะมีหน่วยงานต่าง ๆ ทำหน้าที่ด้านสรรพาวุธอยู่แล้ว แต่ หน่วยงานเหล่านั้นก็ยังดำเนินการอย่างไม่เป็นระเบียบไม่ได้ ขึ้นตรงต่อกัน คลังอาวุธกระจายอยู่กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอาวุธในความรับผิดชอบทำให้ขาดเอกภาพ ในการบริหารจัดการ จึงทรงมีพระราชประสงค์ ที่จะจัดระเบียบด้านคลังอาวุธ โดยจัดให้มี หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแล จัดระเบียบคลัง อาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดของกองทัพ เป็นการเฉพาะเสียก่อน แล้วจึงจะพัฒนา ด้านการผลิตเป็นลำดับต่อไป
...



...
การปรับปรุง ดังกล่าวนั้นดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษา กิจการต่าง ๆ รวมทั้งทอดพระเนตรโรงงาน ทำดินปืน โรงงานสรรพาวุธ และคลังเก็บ อาวุธในต่างประเทศ เพื่อเป็นแนวทางใน การวางแผนการปรับปรุงด้านทหารและ สรรพาวุธ นอกจากนี้ทรงส่งพระราชโอรส พระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรขุนนาง ไปศึกษาวิชาการทหาร รวมทั้งการดูงาน ด้านการผลิตอาวุธที่ประเทศในทวีปยุโรป อีกด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ทอดพระเนตรโรงงานทำปืนใหญ่ของลอร์ด อาร์มสตรอง ที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ

ในปีพุทธศักราช 2443 กิจการสรรพาวุธ ของทหารบกและทหารเรือได้แยกการดำเนินงาน ออกจากกัน ในส่วนของทหารบกได้มีการสั่งซื้ออาวุธ แบบใหม่เข้าประจำการจำนวนมาก แต่ยังขาด ผู้ชำนาญที่ให้คำแนะนำการใช้และการดูแลรักษา แก่หน่วยต่าง ๆ จึงควรมีหน่วยงานที่ชำนาญงาน คอยตรวจตราให้คำแนะนำเช่นเดียวกับประเทศ อื่น ๆ โดยได้จัดตั้ง กองสารวัตรปืนใหญ่ ขึ้นในปี พุทธศักราช 2444 เป็นหน่วยในการบังคับบัญชา ของกรมยุทธนาธิการ (เทียบเท่ากับกองทัพบกในปัจจุบัน) ทำหน้าที่ตรวจรับอาวุธที่จัดซื้อเข้ามาใหม่ แนะนำการใช้ การดูแลรักษาอาวุธกระสุนดินดำให้กับหน่วยต่าง ๆ ตรวจตราสรรพาวุธ ที่แจกจ่ายไปแล้ว แก้ไขซ่อมสิ่งที่ชำรุด แนะนำการซ่อมปืนใหญ่ รวมทั้งผลิตกระสุนสำหรับการฝึกยิง โดยมีนายร้อยตรี หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร เป็นหัวหน้าในตำแหน่งสารวัตรปืนใหญ่ การจัดตั้งกองสารวัตรปืนใหญ่นี้นับเป็นก้าวแรกของกิจการสรรพาวุธในกองทัพบกที่เริ่มเข้าสู่ความเป็นสากล และมีภาระหน้าที่ใกล้เคียงกับหน่วยงานในปัจจุบัน
แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนางานคลังและการผลิตก็เป็นงานที่ต้องมีการดำเนินการต่อไป เนื่องจากในช่วงระยะเวลานั้นยังคงมีหน่วยงานด้านการสรรพาวุธอื่น ๆ ที่แบ่งแยกหน้าที่และมีการทำงานที่ซ้ำซ้อน เป็นเหตุให้การเบิกจ่ายอาวุธและยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ เกิดความล่าช้า รวมทั้งการผลิตกระสุนของหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ทศวรรษที่ 1 ของกรมสรรพาวุธทหารบกเริ่มนับตั้งแต่การจัดตั้งกรมสรรพาวุธ ขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2445 ตามความในพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 20 สิงหาคม2445 (รัตนโกสินทรศก 121) โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสโมสรสรรพการ เป็นเจ้ากรมสรรพาวุธ มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)ขึ้นตรงต่อกรมยุทธนาธิการ มีหน้าที่ดำเนินงานด้านคลังอาวุธของทหารบกโดยเฉพาะ เป็นการคลังที่มีระบบแบบใหม่คือมีการกำหนดแผนการ จัดเก็บทำบัญชี ควบคุมการเบิก จ่าย การจัดระเบียบการขนย้ายอาวุธออกจากคลัง มีเวรประจำคลังและ เวรตรวจสรรพาวุธที่ต้องทำรายงานประจำวัน เจ้าหน้าที่ประจำคลังเหล่านี้มีเงินเดือนประจำแทนการเกณฑ์แรงงานแบบเดิม จากนามหน่วยและภารกิจด้านการคลังที่เป็นงานด้านหนึ่งของกรมสรรพาวุธทหารบกในปัจจุบันจึงได้ถือว่าหน่วยงานนี้เป็นหน่วยต้นกำเนิด และกำหนดให้ วันที่ 20 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันสถาปนากรมสรรพาวุธทหารบก.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358