อดีตนายกฯ “ชวน” แฉเอง การเมืองใช้เงินสกปรก ทุ่มซื้อพรรคสูงถึง 500 ล้าน - สส. 50 ล้าน ตอกย้ำวงจรอุบาทว์ลงทุนซื้อเข้าสู่อำนาจรัฐเพื่อถอนทุน ชี้ไร้ศักดิ์ศรี  ลั่น แทรกแซง สว. คือการทุจริต

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชวน หลีกภัย อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวแนะนำแนวทางการหาเสียงให้กับผู้สมัคร สส.ในส่วนพื้นที่ภาคกลางของพรรคเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่ผ่านมาว่า ควรศึกษาข้อมูลจริงในพื้นที่ให้ดี เพราะเวลาอีก 40 กว่าวัน ไม่สามารถเดินได้หมดครบทุกพื้นที่ เพราะคนยุคนี้เขารู้ว่าใครพูดจริง ไม่จริง เป็นสิ่งสำคัญทั้งยังต้องรู้ว่า เขามีการเตรียมการเพื่อประโยชน์ของการเมือง มีการโยกย้ายข้าราชการ มีการย้ายภายใน 24 ชั่วโมงในอำเภอหนึ่ง เพราะว่าไม่ถูกใจนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล พวกเราต้องเตรียมรับมือ เวลาพูดก็อย่าไปเป็นศัตรูกับข้าราชการ เพียงแต่ขอให้ยึดมั่นความถูกต้อง ยึดความตรงไปตรงมา อย่าไปเป็นเครื่องมือใคร เช่น กรณีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตนได้ทำจดหมายถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุขขอให้ปกป้อง อสม. อย่าให้นักการเมืองเอามาใช้เป็นเครื่องมือในการทุจริตหรือซื้อเสียง ความจริงตนเป็นคนประกาศให้มี อสม. เป็นครั้งแรกในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นคนแรกที่เริ่มจะให้เบี้ยเลี้ยง อสม. ต่อมาก็นายสาธิต ปิตุเตชะ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็เป็นคนผลักดันให้จนได้ ข้อมูลเหล่านี้ควรนำไปพูด เพราะประชาชนและ อสม. ส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า มาจากพรรคอื่น

...


ดังนั้นเราต้องรู้ข้อเท็จจริงเพราะ ถ้าเดินหาเสียงอย่างเดียวไม่มีทางที่จะชนะ ดังนั้นการจะสู้ได้คือ การให้ความจริง ต้องชี้ให้คนเห็นว่า การเมืองที่มาจากการใช้เงิน เป็นต้นตอการทุจริต จะอยู่ในวงจรอุบาทว์ ซื้อเสียงได้สส. มาตั้งรัฐบาลก็โกง แล้วเอาเงินนี้มาซื้อเสียงเวียนอยู่อย่างนี้ เราจะหลุดพ้นวงจรอุบาทว์นี้ไปได้ คือการเมืองสุจริต ประเทศรุ่งเรืองเมื่อบ้านเมืองสุจริต เราต้องมีความกล้าในการให้ความจริงกับประชาชนที่ต้องทำมาหากินเขาไม่รู้หรอก อะไร อย่างไร เพราะเขาไม่มีเวลามาศึกษา ดังนั้นถ้าได้มาเป็น สส. จริงๆ ต้องกล้าพูดอย่าไปกลัวความจริง อะไรที่ไม่ดี ก็บอกเป็นอย่างนี้

“หากต้องการให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจต้องไม่ไปร่วมมือกับวงจรทุจริต ใครที่อยู่จังหวัดที่มีการซื้อเสียง ต้องศึกษาว่าจังหวัดนั้นเขาใช้ประมาณเท่าไหร่ บางพรรคเขาขายไปเลย 500 ล้านบาท เพื่อเอาเงินมาจ่ายคนละ 5-10 ล้านบาท ผมได้คุยกับบางคนที่ไปอยู่พรรคอื่นว่าทำไมก่อนหน้านี้บอกว่าจะไม่ไปที่อื่น เขายอมรับว่ามาคุยกับนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคแล้วว่าไม่มีเงินให้อย่างที่พรรคอื่นทำกัน แต่เขาจำเป็นต้องใช้เงินก็เลยต้องขอไป เคยถามบางคนที่นั่งอยู่ในสภาว่าได้มาเท่าไหร่ เขาก็บอกตัวเลขมา ผมบอกอย่าใช้เลย ท่านได้มาด้วยเงินก้อนนี้ก็ไม่มีศักดิ์ศรีอะไร แต่ถ้าเขาให้มาก็เก็บเงินไว้ แต่มันเป็นเงินสกปรก มีบางคนจะไปซื้อพรรคการเมือง 500 ล้านบาท ซื้อ สส. 50 ล้านบาท ผมถามนายสาธิตว่า ญาติท่านที่ไปอยู่พรรคอื่นได้เท่าไหร่ ท่านบอกว่า ราคาเหมือนกับที่อื่น เงินพวกนี้มันหามาเองไม่ได้ ยกเว้นพวกต้มตุ๋น สแกมเมอร์ ซึ่งหัวหน้าพรรคเราประกาศชัดเจนว่า ไม่เอาด้วยกับการเมืองที่มาจากระบบนี้ หากเราพูดเรื่องความสุจริต ก็ไม่ต้องทำเรื่องที่ทุจริต ไม่ใช่ไปทุจริต โกง แทรกแซงองค์กรเลือกตั้ง แทรกแซงสว. นี่ไม่ใช่การเมืองสุจริต ผมขอย้ำว่า พวกเราที่สมัครผู้แทน ถ้าท่านไม่พูด ท่านไม่ชนะ ท่านมีโอกาสต่อเมื่อท่านพูดกับประชาชนบอกความจริงพี่น้องประชาชน ระหว่างเงิน 50 ล้านกับเงิน 5 หมื่น เขาสู้กันได้อย่างไร แต่เราสู้ได้ ผมสู้มาแล้ว แต่เหนื่อย เหนื่อยตลอดช่วงหาเสียง ผมแทบจะขาดใจ ฉะนั้นไม่มีใครได้มาแบบฟลุ๊คๆ ถ้าเราไม่พูด ก็ไม่มีวันได้ อยากเกือบตก หรือเกือบได้ ถ้าอยากเกือบตก คือได้ เราต้องทำงานหนัก ใครไม่ทำงานหนัก ไม่มีวันได้ กระแสพรรคดีขึ้นมาจริง แต่ไม่ขนาดที่จะท่วมท้นหรอก ขอฝากไว้ให้เป็นข้อคิดสำหรับคนที่อยากเป็นผู้แทนฯจริงๆ ต้องทำงานหนัก สัปดาห์มี 7 วัน พวกเราควรหาเสียงสัปดาห์ละ 14 วัน คือเพิ่มเป็นสองเท่า ผมขอให้กำลังใจผู้สมัคร สส.ของพรรคทุกคน ให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้”