เปิดประวัติ “กรณ์ จาติกวณิช” ทายาทตระกูลเก่าแก่ หวนกลับพรรคประชาธิปัตย์ ยุค “อภิสิทธิ์” สู่แคนดิเดตนายกฯ ปชป. ลำดับที่ 2 สู้ศึกเลือกตั้ง 2569


วันที่ 28 ธันวาคม 2568 พรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนแล้ว คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 1 นายกรณ์ จาติกวณิช เป็นแคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 2 และดร.การดี เลียวไพโรจน์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 3 โดยทาง นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า บุคคลทั้ง 3 รายชื่อ มีที่มาเหมือนกันในเรื่องของความคิด ความตั้งใจและวิสัยทัศน์ เคยทำงานร่วมกันในสถานะและโอกาสต่างๆ ฉะนั้น การทำงานของทั้ง 3 คนจะมีความกลมกลืน โดยก่อนหน้าที่จะเป็นรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 3 คน ได้มีโอกาสพูดคุยกันหลายครั้ง เกี่ยวกับเรื่องของนโยบายที่จะใช้ในการรณรงค์หาเสียง


ประวัติ “กรณ์ จาติกวณิช”


สำหรับประวัติ นายกรณ์ จาติกวณิช เกิดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2507 ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และเดินทางกลับมาอยู่ไทยตั้งแต่อายุ 3 ขวบ มีชื่อเล่นว่า “ดอน” เป็นบุตรคนกลางของ “ไกรศรี จาติกวณิช” อดีตอธิบดีกรมศุลกากร และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กับ “รัมภา จาติกวณิช” นามสกุลเดิมพรหโมบล บุตรีพระยาบุเรศผดุงกิจ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ

...

กรณ์ เป็นบุตรชายคนกลาง ในจำนวนพี่น้อง 3 คน พี่ชายคือ อธิไกร และน้องชายคือ อนุตร ซึ่งรูปร่างหน้าตาคล้ายกับ “กรณ์” มาก จนขนาดมีคนจำผิดมาแล้ว

หากย้อนไปถึงรุ่นคุณปู่และเครือญาติที่มีบทบาทสำคัญในข้าราชการไทย อาทิ คุณปู่ พระยาอธิกรณ์ประกาศ (หลุย จาติกวณิช หรือ ซอเทียนหลุย) มีตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมตำรวจ คนที่ 2 ของไทย และได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น องคมนตรี ในสภากรรมการองคมนตรี สมัยรัชกาลที่ 7

คุณตาคือ พระยาบุเรศผดุงกิจ (รวย พรหโมบล) อดีตอธิบดีกรมตำรวจ คนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งต่อจากพระยาอธิกรณ์ประกาศนั่นเอง

คุณลุง ศ.นพ.กษาน จาติกวณิช เป็นอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (สมรสกับ ท่านผู้หญิงสุมาลี (ยุกตะเสวี) จาติกวณิช มีบุตรสาวคือ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการและเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

คุณลุง เกษม จาติกวณิช หรือเจ้าของฉายา “ซูเปอร์เค” เป็นผู้ก่อตั้งและผู้ว่าการคนแรกของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และเป็นประธานรถไฟฟ้า BTS สมรสกับ คุณหญิงชัชนี จาติกวณิช (ล่ำซำ) ผู้บริหารกลุ่ม “ล็อกซเล่ย์”


ครอบครัว “กรณ์ จาติกวณิช”

ชีวิตสมรสนั้น กรณ์ สมรสกับ วรกร จาติกวณิช (สกุลเดิมสูตะบุตร) มีบุตรธิดาด้วยกัน คือ กานต์ จาติกวณิช (แจม) และไกรสิริ จาติกวณิช (จอม) นอกจากนี้ยังมีลูกจากการสมรสครั้งก่อนอีก 2 คนของ “วรกร” คือ พงศกร มหาเปารยะ (แต๊งค์) และพันธมิตร มหาเปารยะ (ติ๊งค์)

ส่วนทางด้านการศึกษา เมื่อกลับเมืองไทยตอนเด็ก กรณ์เริ่มเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสมถวิล และต่อระดับประถมศึกษาที่ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ปทุมวัน) แล้วไปเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาที่วินเชสเตอร์ คอลเลจ ประเทศอังกฤษ ได้เป็นหัวหน้านักเรียน และเป็นกัปตันทีมว่ายน้ำและโปโลน้ำของโรงเรียน หลังจากจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้เรียนต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ในสาขาปรัชญาการเมือง และเศรษฐศาสตร์ ได้รับเกียรตินิยม


เส้นทางสู่การเมือง “กรณ์ จาติกวณิช”

ก่อนที่ กรณ์ จะเล่นการเมือง เคยทำงาน ที่บริษัทจัดการกองทุน S.G. Warburg & Co. ในลอนดอน และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นประธาน บริษัทหลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม จำกัด ตั้งแต่อายุ 24 ปี และเคยดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจพี มอร์แกน (ประเทศไทย)

ต่อมาในปี 2548 ได้เข้าสู่การเมืองอย่างจริงจัง โดยลงสมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขตยานนาวา-สาทร ในนามพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งเป็น สส. สมัยแรก หลังจากนั้นก็ดำรงตำแหน่ง สส.ต่อเนื่องอีก 4 สมัย ในปี 2548, 2550, 2554 และ 2562 มีบทบาทสำคัญในพรรคประชาธิปัตย์ ถูกวางตัวให้เป็นมือเศรษฐกิจของพรรค และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ปี 2549 กรณ์ เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในถนนการเมือง เมื่อมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการขายหุ้นชินคอร์ป ของตระกูลชินวัตร ก่อนจะนำไปสู่คำพิพากษาตัดสินยึดทรัพย์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ในปี 2550 แม้ กรณ์ ได้เป็น สส.ฝ่ายค้าน ก็ได้แสดงฝีมือทางเศรษฐกิจ ตามกลยุทธ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีสถานะเป็นพรรคฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียวในสภาผู้แทนราษฎร ที่จัดตั้งคณะรัฐมนตรีเงา หรือ ครม.เงาขึ้น เพื่อติดตามตรวจสอบ และเสนอแนะการบริหารงานของรัฐบาล ตามรูปแบบที่มีในต่างประเทศ โดย “กรณ์” ในฐานะแกนนำทีมเศรษฐกิจ ได้รับเลือกทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเงา

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2551 “กรณ์” ก็ได้เก้าอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตัวจริงมาครอบครองในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และในช่วงปี 2551-2553 ไทยประสบกับ “วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์” ที่ลุกลามมาจากสหรัฐอเมริกา “กรณ์” ก็ได้โชว์ศักยภาพด้วยมาตรการ “ไทยเข้มแข็ง” ทำให้ไทยฟื้นจากวิกฤติเร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก

ดัชนีการฟื้นจากวิกฤติ ที่กรณ์มักจะเล่าเสมอ คือ การพลิกตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จากติดลบสองหลัก เป็นบวก 7.8% ภาคการส่งออกเติบโตก้าวกระโดด 28.5% จนได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีคลังโลก โดยนิตยสารเครือ The Banker : Financial Times คนแรกของประเทศไทย


ในปี 2562 แม้ “กรณ์” จะได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ แต่ก็เกิดเหตุความเปลี่ยนแปลงในพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค เพราะเคยประกาศไว้ว่า จะพาพรรคให้ชนะการเลือกตั้ง ด้วยจำนวน สส.ไม่ต่ำกว่า 100 เก้าอี้ จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ แต่ “กรณ์” ก็ไม่ได้ถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคต่อ เพราะถือเป็นยุคถ่ายเลือดของพรรค ที่มีหัวหน้าคนใหม่ชื่อ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ที่เลือก “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” มาคุมทีมเศรษฐกิจของพรรคแทน

กรณ์ จึงตัดสินใจยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 15 มกราคม 2563 ก่อนจะยื่นลาออกจากตำแหน่ง สส.ตามมา โดยได้ออกมาปลุกปั้นพรรคใหม่อย่างพรรคกล้าร่วมกับ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน


แต่ดูเหมือน “พรรคกล้า” ของ “กรณ์” ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะในการเลือกตั้งซ่อม สส.กทม. เขต 9 (หลักสี่-จตุจักร) เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2565 “อรรถวิชช์” ที่ลงแข่งขันได้คะแนนเป็นอันดับที่ 3 ตามหลังพรรคเพื่อไทยและก้าวไกล และยิ่งมาตอกย้ำในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 ซึ่งพรรคกล้าของกรณ์หวังปักธง โดยส่ง ส.ก.ถึง 12 เขตนั้น ก็เรียกว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง จึงทำให้เขาจำเป็นต้องหันกลับมาทบทวน และสุดท้ายก็ได้ฤกษ์ย้ายบ้านใหม่ไปอยู่กับพรรคชาติพัฒนากล้าในที่สุด แต่การเลือกตั้ง ในปี 2566 พรรคได้ สส. เพียง 2 ที่นั่ง นายกรณ์จึงประกาศ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ในเดือนมิถุนายน 2566 และลาออกจากสมาชิกพรรคในเวลาต่อมา

กระทั่งในปี 2568 กรณ์ ได้หวนกลับพรรคประชาธิปัตย์ อีกครั้งภายใต้การนำของทีมของ นายอภิสิทธิ์ และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ และประธานคณะกรรมการนโยบาย และถูกวางตัวเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคประชาธิปัตย์ (ร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เพื่อเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยชูแนวคิดด้านเศรษฐกิจว่า “ไทยจะหายจน ต้องใช้คนที่ทำเป็น”