ตำรวจ ปอท.ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “คอกม้า” ข้ามชาติ รวบ 10 ผู้ต้องหา ไทย–เมียนมา หัวหน้าคุมบัญชีม้า ส่งเงินข้ามแดน พบใช้เพจดังหลอกขายนาฬิกา–ยางรถ โยงฟอกเงินกว่า 300 ล้านบาท


เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 26 มกราคม 2569 ที่ห้องแถลงข่าวกองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.นิธิ ตรีสุวรรณ รรท.ผกก.2 บก.ปอท. และ พ.ต.ต.ศุภเดช ธนชัยศิริ สว.กก.2 บก.ปอท. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ เปิด “คอกม้า” ฟอกเงิน หลอกลวงประชาชนผ่านเพจเฟซบุ๊กขายสินค้าออนไลน์ หลังนำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 8 จุด ในพื้นที่ กรุงเทพฯ, จ.ระยอง, จ.พะเยา และ จ.เชียงราย

ก่อนสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาได้ 10 ราย ประกอบด้วย นายจันทร์ สุขใจ อายุ 62 ปี (หัวหน้าคอกม้า), นายไกรเพชร ทองเอก อายุ 36 ปี, นายกฤษดา ฝั้นใจ อายุ 32 ปี, นายกรวิก กิจสุภา อายุ 37 ปี, นายจิรศักดิ์ ยอดมน อายุ 24 ปี, นายปราโมทย์ พิณคุณวดี อายุ 32 ปี, น.ส.คุณารักษ์ พิณคุณวดี อายุ 37 ปี, นายสุรชัย แซ่เหลียว อายุ 21 ปี, นายหน่อคำ อายุ 27 ปี ชาวเมียนมา และนายซาย สมหมาย อายุ 24 ปี ชาวเมียนมา ทั้งหมดถูกจับกุมตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ, สมคบฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่”

พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ กล่าวว่า สำหรับการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายแจ้งความผ่านระบบ “แจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ว่าถูกหลอกซื้อสินค้าผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ร้านประมูลเพชรนาฬิกา บีแอนด์เจ ไดมอนด์” และ “YCN บริษัท บวรพัฒน์ยางยนต์” แต่หลังโอนเงินแล้วกลับไม่ได้รับสินค้า แม้มูลค่าความเสียหายต่อรายจะไม่สูง ทำให้มีผู้แจ้งความไม่มาก แต่จากการสืบสวนพบว่า ทั้งสองเพจมีความเชื่อมโยงกัน เป็นเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มเดียวกัน


จากการตรวจสอบพบว่าคนร้ายใช้วิธีนำรูปสินค้ามาโพสต์ขายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด พร้อมจัดโปรโมชันลด แลก แจก แถม เพื่อจูงใจเหยื่อ รวมถึงใช้บริการโฆษณา Meta ads สร้างความน่าเชื่อถือ มีผู้ติดตามจำนวนมาก มีการรีวิวสินค้า หรือใช้เพจเก่าที่เคยมีการใช้งานจริง ทำให้ประชาชนหลงเชื่อโอนเงินซื้อสินค้า ก่อนจะไม่จัดส่งสินค้าจริง

นอกจากนี้ ยังพบว่าภายในปี 2568 เครือข่ายดังกล่าวมีการกดถอนเงินสดมากกว่า 300 ล้านบาท และโอนเงินข้ามไปยังประเทศเมียนมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับคดีฉ้อโกงออนไลน์อื่นกว่า 40 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 5 ล้านบาท ทั้งในรูปแบบหลอกขายสินค้าออนไลน์ หลอกจองที่พัก และหลอกทำงานหารายได้พิเศษ

จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหามีการยักย้ายถ่ายโอนเงินผ่านบัญชีม้าหลายทอด เพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน ก่อนส่งต่อให้กลุ่มที่ทำหน้าที่กดถอนเงินสดตามตู้ ATM และธนาคารสาขาต่างๆ ในพื้นที่ จ.เชียงราย เจ้าหน้าที่จึงขอศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 13 ราย แบ่งเป็นคนไทย 10 ราย สัญชาติเมียนมา 2 ราย และบุคคลไม่มีสัญชาติ 1 ราย ก่อนบูรณาการกำลังร่วมกับหลายหน่วย เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 8 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ, ระยอง, พะเยา และเชียงราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 10 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 26 รายการ คอมพิวเตอร์ 2 รายการ สมุดบัญชีและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 24 รายการ

...



พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ กล่าวอีกว่า จากการสอบสวน นายหน่อคำ และนายไกรเพชร รับสารภาพว่า ทำหน้าที่ฟอกเงินและจัดหาบัญชีม้า ติดต่อประสานงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งเมียนมา ผ่านกลุ่มไลน์ มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจนตั้งแต่เปิดบัญชี รับโอนเงิน ตรวจสอบสลิป ไปจนถึงถอนเงินสดและส่งเงินกลับข้ามแดน ได้ค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดเงินที่ถอน

ขณะที่ น.ส.คุณารักษ์ และนายปราโมทย์ รับสารภาพว่า ใช้บัญชีธนาคารและบัญชีร้านอาหารรับโอนเงิน ก่อนโอนต่อหรือถอนเงินสดส่งให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยปี 2568 เพียงปีเดียว มีการถอนเงินสดรวมกว่า 300 ล้านบาท

พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ความสำเร็จในการจับกุมครั้งนี้ เป็นผลจากการทำงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ที่ประสานกับสถาบันการเงิน ใช้ระบบมอนิเตอร์ธุรกรรมแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์โอนและถอนเงินได้ยากขึ้น จนต้องย้ายฐานปฏิบัติข้ามแดนกลับมา