"หมอยง" เผยความเสี่ยงโรค "ไวรัสนิปาห์" ในประเทศไทย พร้อมแนะวิธีการป้องกัน-การเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุข


วันที่ 26 มกราคม 2569 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความเรื่อง "ความเสี่ยงและการป้องกันในประเทศไทย" โดยระบุว่า

"ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ไวรัสนิปาห์เป็นโรคที่รู้จักมานานแล้วเกือบ 30 ปี องค์ความรู้ มีการศึกษากันมากมาโดยตลอด และการวินิจฉัยก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน ลักษณะอาการของโรค จะมีไข้สูง และถ้าเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิม เกิดในมาเลเซียส่วนใหญ่จะมีอาการสมองอักเสบ แต่ในระยะหลังนี้ที่เกิดในเอเชียใต้จากบางประเทศและอินเดีย ส่วนใหญ่จะมีอาการทางปอด ปอดอักเสบมากกว่าและไม่มีตัวกลาง เป็นการนำเชื้อโดยตรงจากค้างคาวเข้าสู่คน ไม่เหมือนในมาเลเซียที่มีหมูเป็นตัวกลางจากค้างคาว

การแพร่ระบาดโรคนี้มีอำนาจการกระจายโรคค่อนข้างต่ำ อยู่ระหว่าง 0.2 ถึง 0.8 หมายความว่าผู้ป่วย 1 คน จะแพร่กระจายโรคไปยังผู้อื่นได้ 0.2 ถึง 0.8 คน ไม่เหมือนไข้หวัดใหญ่หรือโควิด จะอยู่ที่ 1.5 ถึง 2 ดังนั้นถ้าอำนาจการกระจายโรคน้อยกว่า 1 จะไม่เกิดการระบาดใหญ่อย่างแน่นอน จะเกิดการระบาดเฉพาะวงเล็ก เช่นในครอบครัว แพทย์พยาบาลผู้ดูแลผู้ป่วยเท่านั้น

การระบาดของโรคนี้ จะพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงเอเชียใต้ เพราะมีตัวกลางเป็นค้างคาวกินผลไม้ ที่พบเชื้อได้ สายพันธุ์ที่พบที่เคยระบาดที่มาเลเซีย และสายพันธุ์ที่พบในเอเชียใต้ มีความแตกต่าง จึงทำให้มีลักษณะแตกต่างกัน ที่ระบาดที่อินเดียขณะนี้เป็นสายพันธุ์ของเอเชียใต้ ส่วนใหญ่จะติดต่อโดยตรงจากค้างคาว โดยการสัมผัส หรือรับประทาน น้ำตาลจากอินทผาลัมที่ไม่ได้ต้ม ที่จริงก็คงคล้ายกับน้ำตาลสดที่เราได้จากต้นตาล หรือต้นมะพร้าว ก็เป็นข้อเตือนใจสำหรับคนไทย ที่จะรับประทานน้ำตาลสด ควรผ่านการต้มเสียก่อน ลักษณะสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน

...

มาตรการในการป้องกันที่สำคัญในประเทศไทย ป้องกันการติดเชื้อจากค้างคาว หลีกเลี่ยงการบริโภค ผลไม้ดิบ/ผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ ล้างและปอกเปลือกผลไม้ก่อนรับประทาน ไม่ดื่มน้ำหวาน/น้ำผลไม้ดิบ ที่อาจปนเปื้อนค้างคาว ควบคุมแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของค้างคาวไม่ให้ใกล้ชุมชนมากเกินไป (โดยไม่ทำลายระบบนิเวศ)

การเฝ้าระวังในคน (Surveillance) เฝ้าระวังผู้ป่วย ไข้เฉียบพลันร่วมกับอาการทางระบบประสาทหรือทางเดินหายใจรุนแรง เน้นผู้ที่ มีประวัติสัมผัสสัตว์ป่า เดินทางกลับจากประเทศเสี่ยง (เอเชียใต้) และระบบรายงานโรคที่รวดเร็ว (Event-based surveillance)

ป้องกันการแพร่เชื้อคน-สู่-คน แยกผู้ป่วยต้องสงสัยทันที มาตรการ Infection Prevention and Control (IPC) ในโรงพยาบาล Standard + Contact + Droplet precautions บุคลากรทางการแพทย์ใช้ PPE อย่างเหมาะสม

การเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุข ห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจยืนยันได้ (BSL ตามความเหมาะสม) แนวทางสอบสวนโรคและควบคุมการระบาดที่ชัดเจน การฝึกซ้อมแผนรับมือโรคอุบัติใหม่ (Public health emergency preparedness)

การสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชน ให้ความรู้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ลดความตื่นตระหนก แต่เน้นพฤติกรรมป้องกันที่ถูกต้อง ทำงานร่วมกับชุมชน (community engagement) โดยให้ความรู้ที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว".


ขอบคุณเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan