บริษัทแม่ของห้างสรรพสินค้าหรูชื่อดัง 'แซคส์ ฟิฟธ์ อเวนิว' หรือ 'แซคส์ โกลบอล' ได้ตัดสินใจยื่นขอคุ้มครองการล้มละลายตามมาตรา 11 หลังประสบปัญหาหนี้สินที่สะสมมานานจากการเข้าซื้อกิจการ 'นีแมน มาร์คัส' คู่แข่งสำคัญเมื่อปี 2024.
เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา บริษัทได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายในเขตทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ หลังจากเผชิญกับวิกฤตการเงินจากการรวมกิจการครั้งนี้ที่มีมูลค่ากว่า 2.65 พันล้านดอลลาร์.
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการช็อปปิ้งของผู้บริโภคชาวอเมริกัน ซึ่งเริ่มมองหาสินค้าแบรนด์เนมที่มีราคาสูงแต่คุณภาพไม่สอดคล้อง นอกจากนี้ ลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงยังหันไปเลือกซื้อสินค้าจากเว็บไซต์โดยตรงมากขึ้น.
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ตกต่ำส่งผลให้ห้างสรรพสินค้าดั้งเดิมได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยมีรายงานว่าห้างแซคส์ติดค้างหนี้สินกับซัพพลายเออร์และผู้ผลิตสินค้ามานานหลายเดือนก่อนการตัดสินใจยื่นล้มละลาย.
ในจดหมายแถลงการณ์ บริษัทได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร โดย ริชาร์ด เบเกอร์ จะลงจากตำแหน่งซีอีโอ และแต่งตั้ง เจฟฟรอย ฟาน แรลดอนก์ อดีตผู้บริหารของนีแมน มาร์คัส ขึ้นมาเป็นซีอีโอคนใหม่.
เจฟฟรอย ฟาน แรลดอนก์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า 'นี่คือช่วงเวลาสำคัญของแซคส์ โกลบัล และเป็นโอกาสที่จะเสริมสร้างรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่งเพื่ออนาคต เราจะมุ่งเน้นการให้บริการลูกค้าและแบรนด์หรูอย่างต่อเนื่อง เพื่อกลับมาเป็นผู้นำในโลกค้าปลีกสินค้าหรูอีกครั้ง.'
การควบรวมกิจการระหว่างแซคส์ โกลบัล และนีแมน มาร์คัส ในปี 2024 เคยถูกคาดหวังว่าจะสร้างอาณาจักรค้าปลีกที่มีอิทธิพล แต่กลับกลายเป็นการเพิ่มภาระหนี้มหาศาลภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น จนนำมาสู่การยื่นล้มละลายเพื่อรักษาธุรกิจให้อยู่รอดในที่สุด.