ในโลกของยานยนต์ โลโก้แบรนด์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การออกแบบตราสัญลักษณ์เพื่อการจดจำเท่านั้น โลโก้ยังแสดงออกถึงแนวคิดและมรดกตกทอด ตั้งแต่ดาวสามแฉกของ Mercedes-Benz หรือสามห่วงของ Toyota ที่ทุกคนจดจำได้ทันที ไปจนถึงตรากระทิงเปลี่ยวอันทรงพลังของ Lamborghini ตราสัญลักษณ์ของแบรนด์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ สะท้อนวิสัยทัศน์ คุณค่า และมรดกของผู้สร้างแบรนด์  กระตุ้นจินตนาการและอารมณ์ สร้างเอกลักษณ์ รวมถึงความไว้วางใจ

แบรนด์รถยนต์ชื่อดังของโลก ไม่ได้ผลิตแค่ยานพาหนะสำหรับการเคลื่อนที่ของมนุษย์เท่านั้น บริษัทรถยนต์ทุกแบรนด์ยังสร้างชื่อเสียงผ่านการนำเสนอด้วยโลโก้ที่น่าจดจำ จนถึงทุกวันนี้ การเปิดตัวตราสัญลักษณ์ใหม่หรือการปรับเปลี่ยนโลโก้เล็กน้อย กลายเป็นข่าวดังระดับโลก  จริงๆแล้ว โลโก้บนฝากระโปรง ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของแบรนด์ แต่เป็นการแสดงออกถึงตัวตน คุณค่าทางจิตใจและความเชื่อมั่นที่ต้องใช้เวลาสร้างนานนับร้อยปี .... 

โลโก้แบรนด์รถยนต์ยอดนิยมฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมการเคลื่อนที่ของมนุษย์ เชื่อมโยงจักรกลแห่งการเดินทางกับคุณสมบัติที่หลากหลาย ตราดาวสามแฉกของ Mercedes-Benz บ่งบอกถึงความหรูหราและความเป็นเลิศทางวิศวกรรม ตราสัญลักษณ์ใบพัดสีฟ้า-ขาวของBMW บอกเรื่องราวความเป็นมาของแบรนด์ผู้ผลิตอากาศยานในอดีต ในขณะที่ม้าลำพอง Ferrari แสดงออกถึงสมรรถนะที่ดุดดันและความหลงใหลเครื่องจักรในแบบอิตาลี การเชื่อมโยงทางอารมณ์ ทำให้ตราสัญลักษณ์หรือโลโก้ของบริษัทรถยนต์เครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังไปโดยปริยาย...... 

...

Rolls-Royce: The Spirit of Ecstasy
ไม่มีโลโก้ใดในโลกยานยนต์ที่ได้รับการยกย่องมากเท่ากับตราสัญลักษณ์นางฟ้าแห่งความปีติยินดี The Spirit of Ecstasy หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า "สุภาพสตรีบินได้" ตราสัญลักษณ์ทำด้วยเงินแท้ แก้วคริสตัล หรือแม้แต่ทองคำขาว ตั้งตระหง่านอยู่บนรถ Rolls-Royce ทุกคัน รูปปั้นนางฟ้าอันสง่างาม ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จนมาถึงปัจจุบันที่แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง The Spirit of Ecstasy ออกแบบในปี คศ. 1911 โดย Charles Robinson Sykes   จำลองแบบมาจาก  Eleanor Thornton สัญลักษณ์แห่งความเร็ว ความสง่างาม และความเงียบสงบ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ Rolls-Royce นำเสนอให้กับลูกค้ามหาเศรษฐีด้วยความภาคภูมิใจ เสื้อคลุมของนางฟ้าพลิ้วไหวราวกับถูกลมพัด  ท่าทางยื่นไปข้างหน้าอย่างสมดุลและสง่างาม


เรื่องราวเบื้องหลังตราสัญลักษณ์ The Spirit of Ecstasy ดูจะมีความโรแมนติกแฝงอยู่  Lord Montagu แห่งโบลิเยอ ว่าจ้าง Charles Robinson Sykes ให้สร้างมาสคอตส่วนตัวสำหรับ Rolls-Royce ของเขา โดยใช้  Eleanor Thornton เลขานุการ เป็นแบบจำลอง รูปปั้นดั้งเดิมเรียกว่า “เดอะ วิสเปอร์”  แสดงให้เห็นว่า Eleanor Thornton  เอานิ้วแตะริมฝีปาก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ลับ เมื่อ  Rolls-Royce  ตัดสินใจสร้างมาสคอตอย่างเป็นทางการสำหรับรถยนต์  Charles Robinson Sykes จึงปรับเปลี่ยนการออกแบบ เป็น The Spirit of Ecstasy  ที่เราเห็นในปัจจุบัน แม้ว่ารูปปั้นนางฟ้าบินได้ในปัจจุบันสามารถพับเก็บได้และได้รับการออกแบบด้วยคุณสมบัติความปลอดภัยที่ล้ำสมัย แต่นางฟ้าราคาแพงก็ยังต้องการการดูแลอยู่ดี การดูแลรักษารถยนต์อย่างมืออาชีพ ช่วยให้ทุกร่องและส่วนโค้งของประติมากรรมขนาดเล็กอันสง่างามนี้ปราศจากสิ่งสกปรกและเงางามอยู่เสมอ

Mercedes Benz & The Silver Arrow

สัญลักษณ์ดาวสามแฉกของ Mercedes Benz เป็นหนึ่งในตราสัญลักษณ์ที่รู้จักกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์  เรื่องราวของ " Silver Arrow"  สะท้อนให้เห็นถึงมรดกแห่งการแข่งรถที่อยู่เบื้องหลังตราสัญลักษณ์ดวงดาว  

...




...

ตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉก สร้างสรรค์โดย Gottlieb Daimler ในทศวรรษ 1880 มีจุดประสงค์เพื่อแสดงถึงความทะเยอทะยานของ Mercedes-Benz ในการครองตลาดการขนส่งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ Gottlieb Daimler วาดตราสัญลักษณ์นี้ลงบนโปสการ์ดที่ส่งให้ภรรยาของเขา พร้อมกับเขียนสลักหลังว่า “สักวันหนึ่งดาวดวงนี้จะส่องแสงเหนือโรงงานที่ประสบความสำเร็จของเรา” ตำนานของ “ลูกศรเงิน” เริ่มต้นขึ้นที่การแข่งขันกรังด์ปรีซ์นูร์เบิร์กริงในปี คศ. 1934 รถยนต์ Mercedes-Benz ที่เข้าร่วมการแข่งขัน มีน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนดไว้ 1 กิโลกรัม  ด้วยความพยายามอย่างเร่งด่วนที่จะลดทอนน้ำหนักให้ถูกกฎ ทีมแข่งตราดาว ได้ลอกสีขาวออกจากตัวถังรถทั้งหมด เผยให้เห็นสีโลหะอะลูมิเนียมเงาแวบ ด้วยสีเงินธรรมชาติที่ไม่มีสีพ่นทับ นั่นไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาเรื่องน้ำหนักได้เท่านั้น แต่ยังสร้างสีเงินอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของรถแข่ง Mercedes-Benz ในเวลาต่อมา

มรดกแห่งการแข่งรถเป็นเหตุผลว่า ทำไมลูกค้ารถ Mercedes-Benz  ในปัจจุบัน เลือกที่จะรักษาความเงาของตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์อยู่เสมอ เจ้าของรถบางคนใช้สารเคลือบเซรามิกแบบพิเศษ เพื่อปกป้องพื้นผิวโครเมี่ยมและคงความเงางามดุจกระจกที่ชวนให้นึกถึงรถแข่ง Silver Arrows รุ่นดั้งเดิมในอดีต

...


Ferrari: The Prancing Horse
ตราสัญลักษณ์ม้าลำพองหรือมองเป็นม้าพยศของ  Ferrari เรียกได้ว่าเป็นโลโก้ที่มีความหมายลึกซึ้งที่สุดในโลกยานยนต์ ม้าสีดำ บนพื้นหลังสีเหลือง บอกเล่าเรื่องราวของสงคราม ความสูญเสีย เกียรติยศ และการยกย่อง ซึ่งทำให้ตราสัญลักษณ์ม้าลำพองมีความหมายอย่างยิ่งต่อวัฒนธรรมของประเทศอิตาลี เดิมที ตราสัญลักษณ์นี้ เป็นของ Count Francesco Baracca นักบินรบมือหนึ่งของอิตาลี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1  Baracca  วาดรูปม้าพยศ ลงบนลำตัวเครื่องบินของเขา และมันก็นำโชคมาให้ด้วยชัยชนะของการรบพุ่งทางอากาศ มากถึง 34 ครั้ง เมื่อ Baracca ถูกยิงตกและเสียชีวิตในปี 1918 เขากลายเป็นวีรบุรุษของชาติ



หลายปีต่อมา ในปี 1923 Enzo Ferrari  ได้พบกับเคาน์เตส Parina มารดาของ Baracca  ในงานแข่งรถแห่งหนึ่ง เธอแนะนำให้ Enzo ใช้สัญลักษณ์ม้าของลูกชายเธอในรถยนต์ Ferrari ของเขา โดยกล่าวว่ ตราม้าลำพองของ Baracca  จะนำโชคลาภมาให้เขา  Enzo รับเอาตราสัญลักษณ์ม้าลำพองมาใช้ แต่ได้ทำการเปลี่ยนแปลง คือ  คงสีดำของม้าไว้ (เหมือนกับบนเครื่องบินของบารัคกา) แต่เปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำเมืองโมเดนา เมืองบ้านเกิดของ Ferrari และ Enzo Ferrari ใช้สัญลักษณ์นี้เป็นครั้งแรกในปี คศ. 1932 บนรถแข่ง Scuderia Ferrari และในปี 1947 บนรถยนต์ที่ออกจำหน่ายทั่วโลก ความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ทางการทหารของอิตาลีและความภาคภูมิใจในชนชาติโรมัน ทำให้ม้าลำพองของ Ferrari  เป็นมากกว่าโลโก้รถซูปเปอร์คาร์ ม้าสำดำกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเร็ว ชัยชนะและความภาคภูมิใจของชนชาติอิตาเลี่ยน.

Lamborghini: The Bull
เรื่องราวของกระทิงในรถ Lamborghini  เป็นทั้งเรื่องส่วนตัวและเกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์  Ferruccio Lamborghini เจ้าของบริษัทผู้ผลิตรถไถนาชั้นนำของยุโรป ผู้ก่อตั้ง Lamborghini เกิดในราศีพฤษภ ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรูปกระทิง แต่เรื่องราวนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่โหราศาสตร์ของดวงดาวเท่านั้น  Lamborghini เป็นแฟนตัวยงที่ชอบดูการสู้วัวกระทิงของสเปน และเป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงวัวกระทิงสำหรับต่อสู้ในสนามอีกตะหาก ท่าทางที่ทรงพลังและดุดันของกระทิง เป็นตัวแทนที่สมบูรณ์แบบของลักษณะนิสัยที่ Ferruccio Lamborghini ต้องการให้รถของเขามี นั่นคือ พลัง ความดุดัน  มุ่งมั่นที่จะเอาชนะ และความไม่ยอมถอยจากการต่อสู้

เรื่องราวในอดีตของแบรนด์ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งและต้องการเอาชนะ เรื่องนี้ เชื่อมโยงกับการแข่งขันระหว่าง Lamborghini กับ Ferrari ในขณะที่ม้าของ Ferrari แสดงถึงความสง่างามและความเร็ว วัวกระทิงของ Lamborghini  กลับเป็นตราสัญลักษณ์ของพละกำลังและความแข็งแกร่ง การแข่งขันของทั้งสองแบรนด์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ Ferruccio Lamborghini ซึ่งเดิมเป็นมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทผู้ผลิตรถแทรกเตอร์  ได้ร้องเรียนต่อ Enzo Ferrari เกี่ยวกับปัญหาเรื่องคลัตช์ในรถ Ferrari 250 GT ของ Ferruccio แต่ Enzo  ตอบอย่างไม่แยแสว่า ให้เขาไปทำรถแทรกเตอร์ต่อจะดีกว่ามานั่งจับผิดรถตราม้าที่ทำออกมาได้ดีอยู่แล้ว ด้วยความโมโหและต้องการแสดงให้ Enzo เห็นว่า ความหยิ่งยะโสจะทำให้เสียลูกค้าชั้นดีไป เหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว กลายเป็นแรงกระตุ้นให้ Lamborghin สร้างบริษัทรถสปอร์ตแข่งกับ Ferrari 

ตราสัญลักษณ์กระทิงเปลี่ยว ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 1963  รถยนต์รุ่นที่มีชื่อเสียงที่สุดหลายรุ่นของ Lamborghini ตั้งชื่อตามสายพันธุ์ของวัวกระทิงต่อสู้ที่มีชื่อเสียง เช่น Miura, Gallardo, และ Huracán 

BMW: The Bavarian Roundel and a Common Misconception
โลโก้ทรงกลมสีฟ้า-ขาว ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของ BMW เป็นหนึ่งในโลโก้ที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดในโลกยานยนต์ หลายคนเชื่อว่านี่คือตราของใบพัดเครื่องบินที่กำลังหมุน แต่ในความจริง นี่เป็นเพียงตำนานที่สืบทอดกันมาหลายทศวรรษเกี่ยวกับบริษัทผลิตเครื่องยนต์อากาศยานและรถจักรยานยนต์ชั้นนำของเยอรมัน โลโก้ BMW คือธงของรัฐบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นรัฐที่บริษัท BMW ก่อตั้งขึ้น การออกแบบทรงกลมสีฟ้า-ขาว แบ่งเป็นสี่ส่วนสีฟ้าและขาวนั้นมาจากธงของบาวาเรียโดยตรง โดยสลับสีกัน ส่วนวงแหวนสีดำด้านนอก มาจาก Rapp Motorenwerke บริษัทผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินที่ BMW เคยเป็นมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อกว่า 100 ปีก่อน 



ตำนานใบพัดเริ่มต้นขึ้นในปี 1929 เมื่อ BMW ใช้โฆษณาที่แสดงโลโก้ของแบรนด์ ซ้อนทับอยู่บนใบพัดที่กำลังหมุน จุดประสงค์ คือ เพื่อเน้นธุรกิจการผลิตเครื่องยนต์อากาศยาน แต่กลับสร้างความเข้าใจผิดโดยไม่ได้ตั้งใจว่าโลโก้นั้นเป็นใบพัดเครื่องบิน BMW ได้ชี้แจงเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว แต่ตำนานความเชื่อดังกล่าวก็ยังคงอยู่ โลโก้นี้มีความสม่ำเสมออย่างน่าทึ่ง ตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์ของ BMW  มีการปรับเปลี่ยนตราสัญลักษณ์นี้เพียงเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลหลักๆ ด้านตัวอักษรและสัดส่วน ความเรียบง่ายและการออกแบบทางเรขาคณิตที่แข็งแกร่งของโลโก้ทรงกลม ทำให้ตราใบพัดฟ้า-ขาว เป็นหนึ่งในตราสัญลักษณ์ที่ยั่งยืนที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ของโลก



Audi: Four Rings, Four Histories
ตราสัญลักษณ์วงแหวนสี่วงที่เกี่ยวพันกันของ Audi บอกเล่าเรื่องราวความเป็นหนึ่งเดียวและความร่วมมือในอุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนี วงแหวนแต่ละวง แทนบริษัททั้งสี่ที่รวมตัวกันในปี 1932 เพื่อก่อตั้ง Auto Union AG ได้แก่ Audi, DKW, Horch และ Wanderer การรวมตัวกันครั้งนั้น เป็นการตอบสนองต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจ ในช่วงภาวะเศรษฐกิจเยอรมันตกต่ำครั้งใหญ่ ด้วยการรวมทรัพยากรและความเชี่ยวชาญ บริษัททั้งสี่ ได้สร้างกลุ่มบริษัทยานยนต์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมนี วงแหวนที่เกี่ยวพันกัน เป็นตราสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งที่มาจากความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว – แต่ละบริษัทอาจประสบปัญหา แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับเจริญรุ่งเรือง



August Horch ก่อตั้งบริษัท Horch และต่อมาคือ Audi (หลังจากข้อพิพาททางกฎหมายบังคับให้เขาออกจากบริษัทเดิม) DKW เริ่มต้นจากการผลิตจักรยาน ก่อนที่จะขยายไปสู่รถจักรยานยนต์และรถยนต์ Wanderer ก็เริ่มต้นด้วยจักรยานและรถจักรยานยนต์ก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดรถยนต์ ปัจจุบัน Audi เป็นส่วนหนึ่งของ Volkswagen Group แต่สัญลักษณ์วงแหวนทั้งสี่ ยังคงเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของบริษัท การออกแบบโลโก้ที่เรียบง่ายและทันสมัย ทำให้โลโก้นี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับรถยนต์ซีดานหรูและรถยนต์ไฟฟ้าล้ำสมัยของแบรนด์สี่ห่วง นอกจากนั้น มันยังแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อนด้วยตราสัญลักษณ์ Quattro 

Toyota: The Three Ellipses of Trust
โลโก้สามห่วง ทนหายห่วงของ Toyota  ดูเรียบง่ายตามสไตล์ชนชาติญี่ปุ่น แต่แฝงความหมายลึกซึ้งเกี่ยวกับปรัชญาและค่านิยมของบริษัทผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ของโลก วงรีสามวงที่ซ้อนทับกัน แสดงถึงหัวใจของลูกค้า หัวใจของบริษัท และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน วงรีด้านใน ก่อตัวเป็นรูปตัว ‘T’ ซึ่งย่อมาจาก Toyota ในขณะที่การซ้อนทับกัน แสดงถึงความสัมพันธ์ที่เป็นคุณประโยชน์ร่วมกัน ระหว่างบริษัทและลูกค้า วงรีด้านนอกเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการเข้าถึงทั่วโลกของ Toyota และการที่ทั่วโลกยอมรับผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่มีความแข็งแกร่งทนทานของญี่ปุ่น 



นอกจากนี้ ตราสัญลักษณ์สามห่วง ยังมีความเชื่อมโยงที่ซ่อนอยู่กับประวัติศาสตร์ของ Toyota ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ผลิตสิ่งทอของญี่ปุ่น บางคน ตีความวงรีด้านในแทนเข็มที่มีด้ายลอดผ่าน  อ้างอิงถึงต้นกำเนิดของบริษัท Toyota ในโรงงานทอผ้าอัตโนมัติของแบรนด์สามห่วง การออกแบบโลโก้ มีองค์ประกอบของการเขียนพู่กันญี่ปุ่น โดยมีความหนาของเส้นที่แตกต่างกัน สะท้อนถึงหลักการทางศิลปะแบบดั้งเดิม แม้แต่พื้นที่ว่างรอบโลโก้ก็มีความหมายเช่นกัน  แสดงถึงค่านิยมที่ Toyota ยึดมั่น ได้แก่ คุณภาพ นวัตกรรม ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบต่อสังคม

Tesla: The Electric Revolution

โลโก้ของ Tesla เป็นตราสัญลักษณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ มันดูสะอาดตา เรียบง่าย และเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า การบริหารพลังงาน ระบบขับอัตโนมัติ และความเรียบง่ายของภายใน  หลายคนจะเข้าใจผิด คิดว่าตัวอักษร ‘T’ หมายถึง Tesla แต่ความจริงแล้วมันซับซ้อนกว่านั้นมาก



Elon Musk  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า โลโก้ดังกล่าว เป็นภาพตัดขวางของมอเตอร์ไฟฟ้า ได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ดั้งเดิมของ Nikola Tesla วิศวกรไฟฟ้า ผู้ที่ถูกนำชื่อจริงมาเป็นชื่อของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอเมริกา ส่วนโค้งด้านบนแสดงถึงสเตเตอร์ (ส่วนที่อยู่กับที่ของมอเตอร์) ในขณะที่เส้นแนวตั้งแสดงถึงโรเตอร์ (ส่วนที่หมุนได้) แรงบันดาลใจทางเทคนิคดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการออกแบบรถยนต์ของ Tesla ทุกอย่างล้วนมีจุดประสงค์ รูปทรงต้องสอดคล้องกับการใช้งาน ความเรียบง่ายของโลโก้ ดูดีในยุคดิจิทัล  ไม่ว่าจะอยู่บนฝากระโปรงรถ หน้าจอสมาร์ทโฟน หรือเว็บไซต์ โลโก้ของ Tesla แสดงถึงอนาคตของการสร้างแบรนด์ยานยนต์ การก้าวออกจากสัญลักษณ์แบบดั้งเดิมและหันมาใช้การออกแบบที่สะอาดตา เน้นเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนพลังงานสะอาด ซึ่งดึงดูดกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่

Porsche: The Stuttgart Shield

โลโก้ของ Porsche เป็นผลงานชิ้นเอกของการออกแบบตราสัญลักษณ์ที่แสดงความเคารพต่อรากฐานของบริษัทในเมืองสตุทการ์ท ประเทศเยอรมนี ตราสัญลักษณ์นี้ ผสมผสานองค์ประกอบของเมืองสตุทการ์ทและรัฐเวือร์ทเทมแบร์ก ทำให้เกิดโลโก้ที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเยอรมัน ม้าสีดำตรงกลางเป็นสัญลักษณ์ของเมืองสตุทการ์ท ชื่อมาจากคำว่า "สตุทเทนการ์เทน" ที่แปลว่า "สวนม้าตัวเมีย" เมืองนี้ ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในฐานะฟาร์มเพาะพันธุ์ม้า ในช่วงต้นศตวรรษที่ 10 แถบสีแดงและดำที่มีเขากวาง เป็นสัญลักษณ์ของตราประจำรัฐเวือร์ทเทมแบร์ก อดีตรัฐของเยอรมนีที่เมืองสตุทการ์ทตั้งอยู่

Franz Xaver Reimspiess ออกแบบโลโก้นี้ ในปี 1952 และโลโก้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่นั้นมา การปรับปรุงเพียงครั้งเดียวเกิดขึ้นในปี 2023 เมื่Porsche เปิดตัวตราสัญลักษณ์เวอร์ชันสามมิติ  เพิ่มความลึกและความทันสมัย ในขณะที่ยังคงรักษาองค์ประกอบการออกแบบแบบคลาสสิกเอาไว้ ในปี 2023 ครบรอบ 75 ปี  Porsche ได้ปรับโฉมโลโก้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนแปลงสี  ตัวอักษรที่เรียบง่ายขึ้น เสริมให้ดูมีมิติมากขึ้น  เพิ่มลวดลายรังผึ้งในส่วนสีแดงของโลโก้ โลโก้ใหม่ มีองค์ประกอบที่คมชัดขึ้น รายละเอียดทันสมัย ปรากฏครั้งแรกบน Porsche Panamera รุ่นปี 2023

โลโก้นี้สะท้อนเอกลักษณ์ของ Porsche ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีรากเหง้ามาจากประเพณีเยอรมัน เป็นการมองไปข้างหน้าสู่อนาคต ม้าเป็นสัญลักษณ์ของพลังและความสง่างาม เป็นคุณสมบัติของ Porsche ทุกคันตั้งแต่ในอดีตจวบจนปัจจุบัน.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/