“อภิสิทธิ์” หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้งทุกหน่วย ย้ำปัญหาบัตร 2 ระบบไม่เท่ากันต้องรีบเคลียร์สังคม ก่อนบานปลาย ยึดจุดยืนและเงื่อนไขเดิม ไม่ต้องรอสายชวนร่วมรัฐบาล พร้อมเดินหน้าตรวจสอบเข้มข้น 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อกำหนดท่าทีของพรรคหลังการเลือกตั้ง หลังการประชุม นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการวิเคราะห์ถึงผลการเลือกตั้ง และกำหนดทิศทางในอนาคตของพรรค 2 เรื่องด่วน คือ 1. กรณีปัญหาการจัดการเลือกตั้ง เช่น การนับคะแนนในหลายพื้นที่จะลุกลามทำให้เกิดข้อกังขาหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง ที่ กกต. ควรต้องเร่งสร้างความโปร่งใสในกระบวนการทั้งหมด วิธีการที่ดีที่สุดคือ เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ละเอียดที่สุดต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง จำนวนบัตรทั้งสองระบบ ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า มีความแตกต่างกันมากในหลายพื้นที่ และขอให้เร่งใช้อำนาจของ กกต. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนับคะแนนใหม่ หรือกรณีที่จำเป็นในการลงคะแนนใหม่ ตามอำนาจหน้าที่ของ กกต. เพราะในกระบวนการประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม คือ กระบวนการที่สร้างความชอบธรรม และศรัทธาให้กับระบบประชาธิปไตย ที่รวมไปถึงการจัดรัฐบาล

“หากปล่อยให้เกิดข้อกังขาแบบนี้ และทอดเวลาออกไปจนทำให้ มีคนจำนวนมากไม่เชื่อมั่นในระบบ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสถานภาพของการเมือง ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้ กกต.สร้างความโปร่งใสให้เร็วที่สุด เราเข้าใจกลุ่มคนที่มีความไม่พอใจจากข้อมูลที่เขาพบเกี่ยวกับความผิดปกติ แต่อยากให้ขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวัง ไม่อยากให้เรื่องนี้ลุกลามไปสู่สถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งจะส่งผลกระทบเช่นเดียวกันต่อสถานภาพและภาพลักษณ์การเมืองไทย ขอเรียกร้อง กกต. ให้สร้างความชัดเจน และพรรคยินดีรับข้อมูลในส่วนของผู้สมัครของพรรคที่มีการร้องเรียนเข้ามาโดยจะมีทีมคอยวิเคราะห์ เพื่อให้ความจริงปรากฏให้ชัดเจนที่สุด”

...

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 2. ที่ประชุมยังได้หารือถึงกรณีที่ได้ดำเนินการเรื่องปัญหาสแกมเมอร์มาตั้งแต่ต้น จนถึงวันนี้เหลือระยะเวลา 17 วันนับแต่ที่รัฐบาลออกมาตรการอายัดทรัพย์ ขอเรียกร้องให้เร่งรัดดำเนินการอย่าปล่อยให้ระยะเวลา 90 วันผ่านพ้นไป จนสุดท้ายมาตรการการอายัดทรัพย์ชั่วคราวไม่ได้ส่งผลอะไร ซึ่งช่วงที่ผ่านมา เรายังเห็นว่ายังมีบุคคลหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ เช่น สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดิมด้วย และโครงการอื่น เช่น การสแกนม่านตา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ดำเนินการเท่าที่ควร ในการที่จะยึดอายัดทรัพย์ หรือป้องกันไม่ให้เกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ไปจนถึงเรื่องการที่จะทำให้ไม่สามารถขยายผลไปยังกลุ่มต่างๆได้ ตนทราบว่าขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการณ์ หน้าที่ส่วนนี้เป็นงานของ ปปง. และ กลต. แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเรื่องนี้ หากปล่อยระยะเวลาผ่านไป และยิ่งมีรัฐบาลรักษาการณ์อัดยาวในที่สุดมาตรการทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้นและการปราบปรามก็ไม่สำเร็จ

“ในส่วนของงานนิติบัญญัติได้มีการตั้งคนที่จะเข้ามาเร่งทำเรื่องข้อกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายหลักของพรรคที่ได้มีการหาเสียง และเพื่อความพร้อมในการทำงานด้านนี้ และยังมีการปรับโครงสร้าง หรือปรับปรุงการทำงาน บริหารจัดการภายใน เพราะ กก.บห. ชุดนี้แทบไม่ได้มีเวลาทำเรื่องนี้เลย เพราะหลายเดือนที่ผ่านมาต้องไปรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง สำหรับเรื่องการร่วมจัดตั้งรัฐบาล ขณะนี้ยังไม่มีการติดต่ออะไรทั้งสิ้น ผมยังยืนยัน คือ พรรคได้แสดงท่าทีที่ชัดเจน เกี่ยวกับเงื่อนไขของการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลในช่วงหาเสียงก็ยึดถือตามนั้นทุกประการ จึงไม่ต้องสายใดๆ”

เมื่อถามต่อว่า ชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ ที่ว่าไม่ต้องรอสายคือปิดโอกาสที่จะร่วมรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็อย่างที่บอกว่า เราไม่ร่วมกับพรรคไหนและถ้าไปร่วมก็ต้องมีเรื่องของนโยบายหรือเงื่อนไขที่เราได้พูดไปแล้ว ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านที่มีพรรคส้มกับฟ้ารวมกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าบริหารด้วยความโปร่งใสก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

ส่วนกรณีการนับคะแนนดูเหมือน กกต. ยังตีโจทย์ไม่แตกปัญหาที่เขต 1 ชลบุรี ยังต้องใช้เวลา 2 วัน จะทันกับสถานการณ์ลุกลามหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราจึงเรียกร้อง ขอให้ กกต. เร่งรัด อย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็ก เพราะมีหลายพื้นที่ มีปัญหาคล้ายกัน และทำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการทั้งหลายถูกบั่นทอนไปมากแล้ว ซึ่งผ่านมา 2-3 วันแล้ว น่าจะมีความพร้อมในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ เช่น คะแนนในหน่วยเลือกตั้งหากเทียบกับเป็นปี 66 ระเบียบเขียนชัดว่าต้องเปิดเผยผลคะแนนรายละเอียดภายใน 5 วัน แต่ครั้งนี้ ระเบียบเขียนแค่ว่า “โดยเร็ว” ไม่ระบุว่า 5 วัน ซึ่งไม่ควรเกิน 5 วัน ยิ่งเร็ว ยิ่งจะทำให้ประชาชนมาร่วมตรวจสอบได้ และถ้ามีความผิดปกติ กกต. สามารถใช้อำนาจสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรืออะไรก็ตาม เพื่อให้การเลือกตั้งมีความสุจริต เที่ยงธรรมตามวัตถุประสงค์ของการที่มี กกต. และรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ มองว่าจะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราเห็นขณะนี้อาจจะยังไม่สามารถไปสรุปได้ว่า เป็นกระบวนการหรือมีการทุจริตหรือไม่ แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ ยุคปัจจุบันสังคมข้อมูลข่าวสารและความสามารถของคนในการเผยแพร่ข้อเท็จจริงจะเป็นภาพ เป็นคลิปหรืออะไรก็ตาม มันมีความผิดพลาดหรือผิดปกติในหลายกรณี ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่คนอาจจะตั้งคำถามขึ้นมาได้ และยิ่งมีภาพที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ทำให้คนสงสัย ก็ทำให้กระแสการเรียกร้องดังขึ้น ว่าจำเป็นต้องมานับคะแนนกันใหม่ทั้งหมดหรือไม่

ดีที่สุดขณะนี้คือ กกต. ต้องเร่งสร้างความโปร่งใส ข้อมูลที่มีอยู่ในมือ ตนเชื่อมั่นว่าไม่ต้องไปทำอะไรเพิ่มเติมแล้ว นอกจากเผยแพร่ออกมา เช่นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมคะแนนบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ระบบมันไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ ที่มีจำนวนมากพอสมควร กกต. ต้องมีตัวเลขที่บันทึกไว้เรียบร้อยว่า ในเขตหรือหน่วยเลือกตั้งนั้นๆ มีคนรับบัตรไปกี่คน มีคะแนนเท่าไหร่ สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้คนมีความมั่นใจมากขึ้นว่า โปร่งใส หากไม่เร่งดำเนินการเรื่องนี้ เราเกรงว่า จะลุกลามไปและไม่ส่งผลดีกับระบบการเมืองทั้งหมด

เมื่อถามว่า คาดการณ์ว่าการจัดตั้งรัฐบาลได้ในสัปดาห์หน้าหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นฟังจากนายกรัฐมนตรีที่เป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดพูดทำนองว่า อยากให้การรับรองผลของการเลือกตั้งมันชัดเจนก่อน ซึ่ง กกต. มีเวลา 60 วันตามกฎหมาย และยิ่งมีคำถามหรือข้อสงสัยอยู่ เราอยากให้เร็วแต่ก็ต้องชัดเจนด้วย เพราะ กกต. ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้วว่าในที่สุดก็มีการเอาผิดคนได้น้อยมาก ทั้งที่มีการพูดจาหนาหูในทุกพื้นที่ว่า มีการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ครั้งนี้หนักกว่าเรื่องการกล่าวหาซื้อเสียง คือกระบวนการของ กกต. เอง ที่ส่งผลรุนแรงกว่าทำให้คนตั้งคำถามเรื่องระบบได้ ดังนั้น ถ้าอยากให้เร่งสร้างความชัดเจนในเรื่องออกมา

ส่วนที่มีคนเกรงว่า อาจจะซ้ำรอยการเลือกตั้งปี 2500 หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อ่านจากประวัติศาสตร์ก็ต้องบอกว่า เมื่อไหร่ก็ตาม ถ้ากระบวนการนี้ถูกตั้งคำถามและไม่เป็นที่ยอมรับ มันจะเกิดความวุ่นวายแน่นอน ดังนั้น ถ้า กกต. มั่นใจในกระบวนการต่างๆ ที่ดำเนินกันมา ต้องเร่งเอาข้อมูลออกมาให้คนเห็น แต่ถ้ายิ่งช้าไปเกรงว่าจะยิ่งทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น และจะลุกลามไปได้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีกระบวนการเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับ โดยดูจากประสบการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศก็เห็นอยู่แล้วว่ามันเป็นเรื่องที่ความละเอียดอ่อนสูง ฉะนั้นไม่อยากให้ กกต. อยู่ในกรอบความคิดว่าก็ทำหน้าที่ไปตามปกติ มาถึงวันนี้เริ่มลุกลามแล้ว จากพื้นที่เดียวกลายเป็นชักชวน รณรงค์แล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการระดับประเทศ กกต. ยิ่งต้องเร่งตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้
สังคมจะสันติสุขก็ต้องเริ่มจากความโปร่งใสดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการเลือกตั้งและการบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าทุกอย่างตรงไปตรงมาโปร่งใส ก็ไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อใดก็ตาม ที่เรามีประเด็นเกี่ยวกับความชอบธรรมขึ้นก็จะเป็นปัญหาเสมอ