หลังจากขู่แล้วขู่อีกว่าจะทำการโจมตีอิหร่าน แต่ก็ยังดูเหมือนทรัมป์ยังคง.. กล้าๆกลัวๆ ใจนึงก็คิดว่าถล่มไปแล้ว อิหร่านจะไม่สามารถตอบโต้ได้ อีกใจหนึ่ง ก็อดคิดไม่ได้ว่า เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln (CVN-72) และกองเรือสนับสนุน ที่ดูเหมือนจะเป็นเป้าลอยน้ำขนาดใหญ่นั้น บอกเลยว่า เสี่ยงมากต่อการโดนห่าฝนขีปนาวุธระยะไกลโจมตีเข้ามาทุกทิศทุกทาง แน่นอนว่า อาวุธป้องกันของกองเรืออาจไม่สามารถทำลายได้หมด หากอิหร่านยิงจรวดโจมตีเข้าใส่กองเรืออเมริกันนับร้อยนับพันลูก ยิงสลับหลอกล่อ ระหว่างขีปนาวุธธรรมดาที่ซัดไปเป็นห่าฝนแล้วตามด้วยขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกอีกเป็นสิบๆลูก แน่นนอนว่าอาวุธต่อต้านขีปนาวุธประจำเรือของมะกันอาจทำลายได้ไม่หมด และแค่โดนจังๆเข้าไปที่ดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบินที่ลอยลำอยู่ มีการโหลดอาวุธอยู่บนดาดฟ้าหรือกำลังมีการเติมเชื้อเพลิงให้กับอากาศยาน เรือยักษ์อเมริกันจะเสียหายอย่างหนักยิ่งกว่าตอนที่โดนฝูงบินกามิกาเซ่ของกองทัพญี่ปุ่นพุ่งเข้าชนในสงครามแปซิฟิก

...
จากแนวคิดที่ว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน (Aircraft Carrier) อาจเผชิญกับความเสี่ยงจนไม่เหมาะสมกับสงครามยุคใหม่ เป็นประเด็นที่นักยุทธศาสตร์ทั่วโลกกำลังถกเถียงกันอย่างหนักในปัจจุบัน โดยมีข้อมูลสำคัญที่น่าพิจารณาดังนี้
1. ภัยคุกคามจาก "ขีปนาวุธสังหารเรือบรรทุกเครื่องบิน"
ขีปนาวุธต่อต้านเรือระยะไกล (ASBM): จีนได้พัฒนาขีปนาวุธอย่าง DF-21D และ DF-26B ซึ่งมีพิสัยทำการไกลถึง 1,500 - 4,000 กม. ทำให้เรือบรรทุกเครื่องบินไม่สามารถเข้าใกล้ชายฝั่งเพื่อปฏิบัติการได้โดยง่าย หากไม่มีระบบป้องกันที่เพียงพอ การยิงแบบปูพรม ยิงหลอกล่อ ยิงใส่ด้วยจำนวนมหาศาล ทำให้ยากต่อการทำลาย

ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก (Hypersonic): ด้วยความเร็วที่สูงกว่า 5 เท่าของเสียง (Mach 5+) และวิถีการบินที่คาดเดาได้ยาก อาวุธชนิดนี้ท้าทายระบบป้องกันภัยทางอากาศในปัจจุบันอย่างมาก โดยมีรายงานว่าอาจเจาะทะลุการป้องกันและสร้างความเสียหายร้ายแรงได้ภายในเวลาอันสั้น แน่นอนว่าอิหร่านนั้นรู้ดีว่า สักวัน คงต้องจัดกับอเมริกันอย่างแน่นอนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การเตรียมความพร้อมในขั้นตอนของการตอบโต้ จึงขึ้นอยู่กับอาวุธระยะไกลความเร็วเหนือเสียงหลายเท่าที่มีอยู่

2. มุมมองที่ว่าเรือบรรทุกเครื่องบินยัง "ไปต่อได้"
การป้องกันแบบเป็นชั้น (Layered Defense): เรือบรรทุกเครื่องบินไม่ได้ปฏิบัติการลำเดียว แต่มาพร้อมกับ กองเรือโจมตี (Carrier Strike Group) ที่มีเรือพิฆาตและเรือคอร์เวตคอยสกัดกั้นภัยคุกคาม รวมถึงมีการพัฒนา ระบบเลเซอร์ และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลวงขีปนาวุธ
ความทนทานของเรือขนาดใหญ่: การจมเรือที่มีระวางขับน้ำนับแสนตันและมีโครงสร้างกันน้ำหลายชั้น นั้นยากกว่าที่คิด การโดนโจมตีเพียง 1-2 นัดอาจไม่ทำให้เรือจม แต่อาจทำให้ปฏิบัติการการบินหยุดชะงัก (Mission Kill)
การปรับตัวเชิงยุทธวิธี: กองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังปรับแผนโดยการใช้โดรนหรือเครื่องบินที่มีพิสัยการบินไกลขึ้น เพื่อให้เรือบรรทุกเครื่องบินสามารถปฏิบัติการจากนอกระยะยิงของขีปนาวุธศัตรูได้ ขณะนี้ เรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกันอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่าน 700 กิโลเมตร แน่นอนว่าขีปนาวุธโจมตีเรือของอิหร่าน ยิงถึงได้อย่างสบายๆ

...
3. ผลกระทบต่อ "การปิดล้อมทางทะเล"
หากเกิดสงครามในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งสูง เรือขนาดใหญ่อาจถูกบีบให้ต้องถอยห่างจากชายฝั่งมากขึ้น ทำให้การปิดล้อมทางทะเลทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นอย่างมาก
โดยสรุป เรือบรรทุกเครื่องบินไม่ได้ "ล้าสมัย" แต่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ทำให้บทบาทของมันต้องเปลี่ยนจาก "อาวุธรุกรานไร้เทียมทาน" กลายเป็น "ศูนย์บัญชาการเคลื่อนที่" ที่ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น และโดนขึ้นมาเมื่อไหร่ อเมริกันจะเสียหน้าจนหมอไม่รับเย็บ
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/
...