โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเตือนอิหร่าน ว่าจะเผชิญผลที่ตามมาอย่างร้ายแรง หากวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางรายงานว่า อิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิดแล้วหลายสิบลูก

เมื่อ 10 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เตือนอิหร่านเรื่องการวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ โดยขู่ว่าจะทำให้เกิดผลร้ายแรงตามมาในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็อ้างด้วยว่า สหรัฐฯ ยังไม่มีรายงานว่าอิหร่านกำลังวางทุ่นระเบิด

“หากอิหร่านวางทุ่นระเบิดใดๆ ในช่องแคบฮอร์มุซ เราต้องการให้พวกเขานำมันออกไปทันที! แม้ว่าเราจะยังไม่ได้รับรายงานว่าพวกเขาทำเช่นนั้นก็ตาม” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“หากทุ่นระเบิดถูกวาง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม และพวกมันไม่ถูกนำออกไปในทันที ผลที่ตามมาทางทหารต่ออิหร่านจะอยู่ในระดับที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน แต่ในทางกลับกัน หากพวกเขาถอนสิ่งที่อาจถูกวางเอาไว้ออกไป นั่นจะเป็นก้าวสำคัญที่มุ่งไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง!”

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้

ขณะเดียวกันสำนักข่าว CNN รายงานอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าว 2 คนที่คุ้นเคยกับรายงานข่าวกรองของสหรัฐฯ ว่า อิหร่านได้เริ่มวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่กว้างนัก โดยมีการวางไปเพียงไม่กี่สิบลูกในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวรายหนึ่งเสริมว่า อิหร่านยังคงรักษาเรือขนาดเล็กและเรือวางทุ่นระเบิดไว้ได้ถึง 80% - 90% ดังนั้นกองกำลังของพวกเขาจึงมีความสามารถเพียงพอที่จะวางทุ่นระเบิดจำนวนหลายร้อยลูกในเส้นทางน้ำแห่งนี้ได้

...

ก่อนหน้านี้ กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เคยเตือนว่าเรือทุกลำที่พยายามผ่านช่องแคบจะถูกโจมตี ทำให้เส้นทางนี้ถูกปิดตัวลงโดยปริยายตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ผู้เชี่ยวชาญบรรยายสภาพของช่องแคบฮอร์มุซในปัจจุบันว่าเหมือนเป็น “หุบเขาแห่งความตาย” เนื่องจากความเสี่ยงมหาศาลในการเดินเรือผ่าน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยในวันนี้ด้วยว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังไม่ได้ดำเนินการส่งกองเรือคุ้มกันเรือพาณิชย์ลำใดผ่านช่องแคบนี้ แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่ารัฐบาลของเขากำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ในการดำเนินการดังกล่าวก็ตาม


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cnn