ครอบครัวเป็นห่วง "น้องอั้ม" ภานุพงศ์ หมื่นแทน หนึ่งในผู้สูญหาย หลังเรือไทย "มยุรี นารี" ถูกโจมตีที่ช่องแคบฮอร์มุซ เผยเพิ่งไปทำงานประจำห้องเครื่องได้เพียง 1 เดือน วอนทุกภาคส่วนช่วยเร่งตามหา พากลับบ้านอย่างปลอดภัย

จากกรณี เรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกอง สัญชาติไทยชื่อ "มยุรี นารี" (Mayuree Naree) ถูกโจมตี ขณะเดินเรือในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ภายหลังได้ออกเดินทางจากท่าเรือในเมืองคาลิฟา (Khalifa) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ลูกเรือไทย ต้องอพยพออกจากเรือ โดยขณะนี้ลูกเรือไทยจำนวน 20 คน ได้รับการช่วยเหลือและนำขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว แต่ยังมีผู้สูญหายอีก 3 คน ซึ่งคาดว่ายังติดอยู่ภายในตัวเรือ ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 69 ทีมผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ ไปยังหมู่บ้านไทร หมู่ที่ 11 ต.หนองเหล็ก อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ พบกับนางสมหมาย บุตรดี อายุ 58 ปี ป้าของนายภานุพงศ์ หมื่นแทน หรือ น้องอั้ม 1 ในรายชื่อ 3 ลูกเรือที่สูญหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว

...

โดยทางป้า และญาติได้ให้ทีมข่าวดูภาพถ่ายของพ่อแม่น้องอั้ม ที่ได้ส่งน้องอั้มขึ้นเครื่องไปทำงาน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 69 ที่ผ่านมา พร้อมพูดคุยกับผู้สื่อข่าวด้วยน้ำตาคลอว่า วันนี้ที่เกิดเหตุตนพยายามติดต่อไปยังน้องสาว หรือ แม่ของน้องอั้ม เพื่อถามถึงข่าวของหลานชายสุดที่รัก แต่น้องสาวตนก็ไม่รับสาย คาดว่าน่าจะกำลังเครียดมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และภายในไม่กี่วันนี้ตนก็จะเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อไปพบน้องสาว ด้วยความเป็นกังวลและห่วงหลานชาย 

ตนนั้นได้เลี้ยงดูแลน้องอั้มมาตั้งแต่เด็ก พอน้องอั้มจบ ป.6 ทางน้องสาวก็ได้มารับน้องอั้มไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ และทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เลย แม่น้องอั้มและตัวน้องอั้มจะกลับมาบ้านที่สุรินทร์ในช่วงเทศกาลเท่านั้น ซึ่งเมื่อล่าสุดคือช่วงวันปีใหม่ 

แม่ของน้องอั้มและน้องอั้มได้กลับมาบ้าน และพากันไปไหว้สวดมนต์ขอพรที่ศาลตายาย โดยบ้านหลังนี้ ทางตนก็จะคอยดูแลยามที่แม่น้องอั้มและน้องอั้มไม่อยู่ พอตนได้ทราบข่าวว่าน้องอั้มเป็นลูกเรือ 1 ใน 3 ที่สูญหายไป ก็รู้สึกตกใจและเสียใจมาก ภาวนาขอให้น้องอั้มปลอดภัย มีชีวิตรอดกลับมาหาครอบครัว น้องอั้มเป็นเด็กดีมาก ดูแลทุกคนภายในครอบครัว ทุกคนพึ่งพาได้ ตนรู้สึกเสียใจมากเมื่อทราบข่าวว่า น้องอั้มประสบเหตุถูกโจมตีทางเรือ แต่ตนก็มีความหวังว่าหลานตนนั้นต้องปลอดภัยและกลับมาหาตนอีกครั้ง 

ด้าน นายอนุวัฒน์ พิมพระ ผู้ใหญ่บ้าน เผยกับผู้สื่อข่าวว่า อั้มนั้นได้เกิดและเติบโตจนจบชั้น ป.6 ที่อำเภอศีขรภูมิ จากนั้นก็ไปใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ กับแม่ของเขา ทำงานและเรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพฯ เลย โดยน้องอั้มนั้นได้ฝึกงานอยู่ประมาณ 1 ปี และเพิ่งทำงานประจำห้องเครื่องเรือได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น ก็มาเจอเหตุเรือถูกโจมตี 

ซึ่งวันที่เกิดเหตุเมื่อวานนี้ตนได้ประสานไปยังแม่ของน้องอั้ม แต่แม่น้องอั้มไม่รับสาย อยู่ในอาการตกใจและวิตกกังวล จึงประสานไปยังพี่ชายของอั้ม ก็ได้รับข้อมูลว่า ตอนเกิดเหตุนั้นทางแม่ได้โทรไลน์ไปหาน้องอั้ม มีสัญญาณแต่ไม่มีคนรับสาย และตอนนี้ก็โทรเรื่อยๆ จนไม่มีสัญญาณ คาดว่าแบตโทรศัพท์มือถือคงหมดไป ก็ยังคงติดต่อน้องอั้มไม่ได้ 

ทั้งยังเผยต่ออีกว่า อั้มนั้นเป็นเด็กดีและสนิทกับตนมาก นับถือตนเป็นพี่ชายคนหนึ่ง ทุกปีที่มีเทศกาล อั้มและครอบครัวจะกลับมาบ้านที่อำเภอศีขรภูมิทุกปี โดยคนในหมู่บ้านไทรนี้จะเป็นเครือญาติกันแทบทั้งหมด เมื่อทุกคนได้ทราบข่าวว่า เรือที่อั้มทำงานนั้นประสบอุบัติเหตุถูกโจมตี ทางญาติพี่น้องทุกคนพากันเป็นห่วงและกังวล แต่ก็มีความหวังว่าอั้มจะปลอดภัยและกลับมาหาญาติพี่น้อง 

...

ซึ่งตนนั้นในฐานะเป็นผู้นำของหมู่บ้าน อยากฝากวิงวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โปรดช่วยติดตามตามหาผู้ประสบเหตุที่ถูกโจมตีทางเรือทั้ง 3 คนให้ได้พบทุกคน ตนภาวนาขอให้ทุกคนจงปลอดภัย มีชีวิตรอดจนค้นพบ และมีการเข้าช่วยเหลือ กลับมาบ้านโดยไวที่สุด 

ขณะที่ทางด้าน นางปราณี บุญร่วม น้าสาวของน้องอั้ม เผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนและญาติๆ ได้พากันไปกราบไหว้ศาลตายายในหมู่บ้านบ้านไทร เพื่อขอพรให้คุ้มครองปกปักรักษาน้องอั้ม ให้ปลอดภัยจากการถูกโจมตีทางเรือ และให้ได้พบตัวน้องอั้มไวๆ เพื่อกลับมาเป็นบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัวอีกครั้ง ตนและญาติๆ มีความหวังและมั่นใจว่าน้องอั้มนั้นต้องปลอดภัยยังมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน