สั่งจับคนร้ายบุกเดี่ยวชิงทองมูลค่ากว่า 3 ล้านในห้างดัง จ.นครปฐม ตรวจสอบเก็บลายนิ้วมือของคนร้าย เทียบกับผู้ต้องสงสัย


จากกรณีที่มีคนร้ายสวมเสื้อลายสก๊อตแขนยาวสีดำขาว สวมกางเกงขายาวสีดำ สวมหมวกกันน็อคสีดำเต็มใบปิดหน้าปิดตา ถือปืนบุกเดี่ยวเข้าจี้ชิงทองร้านทองในห้างดัง จ.นครปฐม ก่อนที่ร้านทองจะปิดในเวลา 20.00 น. วันที่ 11 มี.ค. 69 อาศัยช่วงจังหวะปลอดคนใช้ปืนจี้พนักงานให้นำถาดใส่ทองรูปพรรณที่อยู่ในตู้ตั้ง แต่พนักงานไม่กล้า คนร้ายจึงกระโดดเข้าไปด้านในคว้าถาดแขวนทองรูปพรรณที่มีน้ำหนักเส้นละ 2 บาท จำนวน 23 เส้น รวม 46 บาท มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท แบบใจเย็น ก่อนจากไปยังยิงปืนเปิดทางหนี ขึ้นรถ จยย. ที่จอดไว้ด้านหน้าห้างหลบหนีไปอย่างลอยนวล เส้นทางเพชรเกษม มุ่งหน้าไป อ.นครชัยศรี ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น (อ่านข่าว : ล่าตัว ชายควงปืนบุกเดี่ยว ชิงทองกว่า 3 ล้านในห้างดังนครปฐม หลบหนี

หลังจากเกิดเหตุได้เพียงแค่ 5 นาที เมื่อตำรวจได้รับแจ้งแล้ว พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม (ผบก.ภ.จว.นครปฐม) พร้อมด้วย พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม พ.ต.ท.ตะวัน วัฒนรรังสรรค์ รอง ผกก.ป. ได้ระดมตำรวจไปตรวจที่เกิดเหตุ ชุดสืบสวน ภ.จว.นครปฐม และสืบสวน สภ.เมืองนครปฐม เข้าตรวจสอบหาข่าว พร้อมทั้งนำเชือกกั้นที่เกิดเหตุไม่ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าโดยเด็ดขาด

...

สอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า คนร้าย 1 คน บุกเดี่ยวนำรถ จยย.ฮอนด้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนจอดไว้ด้านหน้าห้าง ริมถนนเพชรเกษม สวมเสื้อผ้าปิดตัวมิดชิด สวมหมวกกันน็อคสีดำเต็มใบ จากนั้นเดินเข้ามาในห้างสรรพสินค้า เดินตรงเข้าหาร้านทอง ก่อนถึงร้านได้ชักอาวุธปืนออกมา เมื่อถึงร้านแล้วจึงเอาปืนขู่พนักงานให้นำทองที่แขวนในตู้ซึ่งเป็นแผงที่แขวนสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท เรียงรายเต็มแผง แต่พนักงานกลัวได้แต่นั่งยองอยู่ด้านใน คนร้ายจึงยิงปืนขู่ขึ้นฟ้า 1 นัดเสียงดัง จากนั้นก็กระโดดเข้าไปด้านในคว้าแผงที่มีสร้อยทองหนัก 2 บาท จนหลุดออกมา เมื่อคนร้ายชิงทองได้แล้ว จึงยิงปืน 3 นัด เพื่อเปิดทางหนี

จากนั้นได้ให้ชุดสืบสวนระดมกันตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ตามถนน และในห้างสรรพสินค้าทั้งหมด เพื่อนำมาตรวจสอบถึงรูปพรรณของคนร้าย ซึ่งคนร้ายมีรูปร่างสูงประมาณ 170 เซนติเมตร อายุประมาณ 30-40 ปี ผิวดำแดง เพื่อตรวจสอบว่าคนร้ายที่มีรูปพรรณคล้ายกับบุคคลที่ก่อเหตุ มาดูลาดเลาก่อนหรือไม่ และเพื่อดูหน้าตา รวมถึงเส้นทางการหลบหนีของคนร้าย หลบหนีไปเส้นทางใด โดยตรวจกล้องทุกเส้นทางของนครปฐม แต่ตลอดคืนก็ยังไม่ได้รับรายงาน

ล่าสุดเมื่อเวลา 08.30 น.ของวันที่ 12 มี.ค.69 พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม ได้เรียกตำรวจที่เกี่ยวข้อง พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม พ.ต.ท.ตะวัน วัฒนรรังสรรค์ รอง ผกก.ป. พร้อมชุดสืบสวน ภ.จว.นครปฐม และสืบสวน สภ.เมืองนครปฐม เข้าร่วมประชุมเพื่อคลี่คลายคดี โดยไม่ให้สื่อมวลชนเข้า ที่ สภ.เมืองนครปฐม ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง หลังออกจากห้องประชุมได้แยกย้ายกันออกไปทำงานทันที

พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม เผยหลังเสร็จสิ้นการประชุมว่า ในการประชุมครั้งนี้ตำรวจที่มอบหมายให้ดำเนินการต่างต้องนำหลักฐานมาแสดงให้ดู เช่น กล้องวงจรปิดทั้งในห้างและตามถนน จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในห้างไม่ว่าจะเป็นในร้านทอง หรือบริเวณโดยรอบ โดยให้ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ

จากการตรวจสอบพบว่า บุคคลที่มีรูปพรรณเหมือนผู้ก่อเหตุ มาดูลาดเลาเดินวนเวียนผ่านไปมาหลายรอบ แต่ไม่แต่งชุดเหมือนตอนที่เข้าจี้ และในขณะที่ตรวจสอบสมุดบันทึกการตรวจประจำวันของตำรวจสายตรวจที่ต้องไปเซ็นชื่อ ก็ปกติ โดยตรวจสอบจากเวลาที่เซ็นนั้น ตำรวจชุดสายตรวจไปเซ็นชื่อตรวจก่อนร้านปิดทุกวัน ในเวลา 19.10 น. ใช้เวลา ประมาณ 5 นาที

...

เมื่อเสร็จสิ้นก็จะขับรถติดไซเรนไปตรวจยังที่ห้างอื่น คนร้ายน่าจะรอจนตำรวจขับรถออกไปแล้ว จึงเข้าก่อเหตุ เพราะคนร้ายเข้าก่อเหตุช่วงเวลา 19.28 น. ใช้เวลาก่อเหตุเพียงแค่ 6-7 นาที แล้วหลบหนี ตำรวจรับแจ้งจากทางร้านทอง เมื่อเวลา 19.35 น. เดินทางไปตรวจสอบใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 5 นาที

ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุ กองวิทยาการตรวจสอบแล้วปรากฏว่าคนร้ายใช้ปืนแบลงก์กัน ยิงขึ้นฟ้าเพียงแค่ 2 นัด ซึ่งปืนนี้มีเสียงดังเหมือนปืนจริง และตรวจสอบเก็บลายนิ้วมือของคนร้าย เพราะก่อเหตุไม่ได้สวมถุงมือ

พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม ยังเผยอีกว่า คดีนี้ต้องจับกุมคนร้ายให้ได้ โดยผู้บังคับบัญชาได้สั่งการมาแล้ว และให้ชุดสืบสวน ภาค 7 ลงมาประสาน เพราะถือเป็นคดีที่อุกอาจ คนร้ายก่อเหตุในเมืองและในห้างสรรพสินค้าด้วย

ขณะนี้มีผู้ต้องสงสัยแล้ว ซึ่งตำรวจกำลังตรวจสอบว่า บุคคลต้องสงสัยมีประวัติหรือไม่ และจะเชิญมาสอบสวน นำลายนิ้วมือมาเปรียบเทียบกับที่ทางตำรวจเก็บลายนิ้วมือของคนร้ายในที่เกิดเหตุ ขอเวลาให้ตำรวจทำงานก่อน น่าจะใช้เวลาไม่มาก คดีนี้ต้องจับกุมได้แน่.