ตำรวจบุกทลายรังจีนเทา "แก๊งคอลเซนเตอร์" หลอกตุ๋นเหยื่อ ยึดทรัพย์สินรวมกว่า 14 ล้านบาท ขณะที่ผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย ยังให้การปฏิเสธ


วันที่ 20 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1  พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.ศุภชัย ศรีศักดิ์ ผกก.สส.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.พัฒน์เชษฐ์ อุ่นอนันต์ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.อดิเรก ทองแกมแก้ว ผกก.สภ.ปากเกร็ด ร่วมประชุมผลการเปิดปฏิบัติการบุกทลายรังจีนเทา เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตุ๋นเหยื่อ ยึดทรัพย์สินกว่า 14 ล้านบาท

สำหรับการเปิดปฏิบัติการครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 มีผู้เสียหายเป็นหญิงสูงวัย อดีตข้าราชการเกษียณ ได้รับโทรศัพท์จากคนร้ายอ้างตัวว่าเป็น "เจ้าหน้าที่การเงินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง" แจ้งว่าผู้เสียหายยังไม่ได้ส่งเอกสารเพื่อทำเรื่องคุ้มครองบัญชีข้าราชการบำนาญ หากไม่ดำเนินการ จะไม่สามารถดูสลิปเงินบำนาญได้ และหากดำเนินการจะมีการคุ้มครองบัญชีทั้งหมด 5 บัญชี โดยให้เตรียมบัตรประชาชน และทะเบียนบ้าน เพื่อรีบไปยื่นเรื่องแต่ทางผู้เสียหายไม่สะดวก คนร้ายจึงออกอุบายต่อว่าจะดำเนินการเรื่องขอรหัส OTP ให้ก่อน

...

ถัดไปอีกสัปดาห์ ได้มีคนร้ายโทรศัพท์มาหาผู้เสียหายอีกครั้ง อ้างตัวว่าเป็น "เจ้าหน้าที่จากกรมบัญชีกลาง" โดยบุคคลนี้ได้พูดในลักษณะเดียวกันกับคนร้ายชุดแรก แจ้งว่าต้องมีรหัส 6 ตัว เพื่อทำเอกสาร PDPA ซึ่งเป็นเอกสารคุ้มครองเงินฝากและความปลอดภัยของบัญชีเงินฝาก 

รวมถึงการคุ้มครองประวัติข้าราชการบำนาญและเพื่อให้สามารถดาวน์โหลดสลิปเงินเดือนได้ ผู้เสียหายจึงตกลงให้ดำเนินการให้ โดยคนร้ายได้ให้ผู้เสียหายแอดไลน์เพื่อส่งเอกสารจากกรมบัญชีกลางมาให้ โดยเป็นเอกสารที่ระบุประวัติของผู้เสียหาย และชื่อบัญชีธนาคารต่างๆ ของผู้เสียหาย 

จากนั้นคนร้ายได้ให้ผู้เสียหายทำการคุ้มครองบัญชี โดยให้ผู้เสียหายเปิดแอปพลิเคชันธนาคารและให้ข้อมูลตามที่คนร้ายบอก จากนั้นคนร้ายได้หลอกให้ผู้เสียหายกรอกเลขที่เอกสารในช่องหมายเลขบัญชีธนาคาร และกรอกรหัสสาขาในช่องจำนวนเงิน ทำให้ผู้เสียหายได้โอนเงินออกไปจากบัญชีโดยไม่ทราบว่าเป็นการโอนเงิน 

ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเงินไปให้คนร้าย 2 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 762,995 บาท จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีกจึงรู้ตัวว่าถูกหลอกลวง ก่อนเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ด เพื่อดำเนินคดีกับคนร้ายรายนี้ อีกทั้งพบว่าในวันเดียวกันยังมีผู้เสียหายรายอื่นที่ถูกกลุ่มขบวนการนี้หลอก ซึ่งมีเส้นทางการเงินเดียวกันอีก 20 ราย รวมความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท

ต่อมา พ.ต.อ.ศุภชัย ศรีศักดิ์ ผกก.สส.ภ.จว.นนทบุรี และ พ.ต.ท.การุณย์ ลิมปิโรจนฤทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.ปากเกร็ด พร้อมด้วยชุดสืบสวน สภ.ปากเกร็ด และชุดสืบสวน ภ.จว.นนทบุรี ร่วมกันทำการสืบสวนแกะรอยเส้นทางการเงิน จนทราบว่ากลุ่มขบวนการแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้มีกลุ่มคนจีนและคนไทยหลายรายเกี่ยวข้องเป็นขบวนการใหญ่ 

พบว่าเงินของผู้เสียหายถูกโอนผ่านเข้าระบบทรูมันนี่และบัญชีม้าที่มีคนไทยเปิดบัญชีรองรับการโอนเงินหลายบัญชี เพื่อให้ยากต่อการติดตาม ก่อนโอนต่อไปยังบัญชีของกลุ่มจีนเทาอีกหลายบัญชี  จึงรวบรวมพยานขออนุมัติศาลจังหวัดนนทบุรี ออกหมายจับผู้กระทำผิดทั้งหมดรวม 9 ราย และขออนุมัติศาลอาญาธนบุรี ออกหมายค้นเป้าหมาย 3 จุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ 

ก่อนนำไปสู่การเปิดปฏิบัติการบุกค้นเป้าหมาย จำนวน 2 จุด ภายในหมู่บ้านกรานต์วดี ถนนพุทธมณฑลสาย3 แขวงบางไผ่ เขตบางแค กรุงเทพฯ และจุดสุดท้ายค้นบ้านในซอยเพชรเกษม 24 แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

สำหรับผลการตรวจค้น สามารถเข้าจับกุมกลุ่มผู้กระทำผิด ประกอบด้วย Mr.XUCHEN XU อายุ 46 ปี ชาวจีน ถือสัญชาติไทย น.ส.ธารทิพย์ สวยทอง อายุ 60 ปี อีกทั้งได้ติดตามจับกุมตัว Mr.WANG QINSEN  อายุ 31 ปี สัญชาติจีน ตัวการรายสำคัญ Mr.ZHENQIU CHEN อายุ 39 ปี Mr. SHIXIONG XU อายุ 43 ปี สัญชาติจีน Ms.CHUOING ZHOU อายุ 51 ปี สัญชาติจีน กลุ่มผู้ต้องหาขณะกำลังถอนเงินสด 7 ล้านบาท จากหน้าเคาน์เตอร์ของธนาคารกสิกรไทย ภายในห้างดิไอคอนสยาม ย่านคลองสาน กรุงเทพฯ

จากปฏิบัติการครั้งนี้ สามารถจับกุมผู้กระทำผิดในเครือข่ายนี้รวม 6 ราย แยกเป็นชาวจีน 5 ราย และคนไทยที่เป็นนอมินีให้กับคนจีน พร้อมทั้งตรวจยึดทรัพย์สิน อาทิ เงินสด จำนวน 10,820,360 บาท, รถยนต์ 2 คัน, รถจักรยานยนต์ 1 คัน, เครื่องประดับต่างๆ, กระเป๋าแบรนด์เนม, สมุดบัญชีธนาคาร, บัตรเอทีเอ็ม จำนวนมากรวม 229 รายการ รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นกว่า 14 ล้านบาท เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 6 รายยังให้การปฏิเสธ

...

โดยดำเนินคดีทั้งหมดในความผิดฐาน "ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นช่องโจร,ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันโดยทจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สงคนขึ้นไป เพื่อกระทำผิดความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน".