สถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจ คนไทยอมรับได้หากต้องกลับไปใช้การเลือกตั้งใหม่เพื่อคลี่คลายปัญหาทางการเมือง คาดหวังรัฐบาลชุดใหม่แก้ “ปัญหาปากท้อง” เป็นวาระแห่งชาติที่แท้จริง


วันที่ 13 มีนาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง

ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญความชอบธรรม

การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 12 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 27 ก.พ. - 2 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,908 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. หากเกิดกรณีสุดวิสัยเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง เช่น มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ทำให้การมี ครม.ชุดใหม่มาบริหารประเทศช้าไปอีก 4-5 เดือน ท่านรับได้หรือไม่ (สำรวจโดย ) 74.4% ยอมรับการเลือกตั้งใหม่ได้หากเกิดเหตุจำเป็นทางการเมือง แม้ต้องแลกกับความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล และ 25.6% ยอมรับไม่ได้หากต้องเลือกตั้งใหม่

 คนส่วนใหญ่ยอมรับต้นทุนของความล่าช้า หากช่วยให้การจัดตั้งรัฐบาลมีความชัดเจนและคลี่คลายปัญหาทางการเมืองได้ สะท้อนว่า ความชอบธรรมของกระบวนการประชาธิปไตยยังมีความสำคัญในสายตาประชาชน ในขณะที่บางส่วนไม่ต้องการให้เลือกตั้งใหม่ อาจเพราะกังวลต่อผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการบริหารประเทศ

...

รับได้หากการเมืองสะดุด

2. หลายภูมิภาคมีแนวโน้ม “รับได้” หากการเมืองสะดุดจนต้องเข้าคูหาใหม่

• ภาคใต้ (75.7%), ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (72.2%) มีสัดส่วนผู้ที่ “รับได้” ค่อนข้างสูง

• รองลงมา คือ ภาคเหนือ (68.0%), กรุงเทพมหานคร (66.3%) และภาคตะวันออก (64.4%)

• ภาคกลาง เป็นภูมิภาคเดียวที่มีสัดส่วน “รับไม่ได้” มากกว่า (56.3%)

 ภูมิภาคส่วนใหญ่ของประเทศมีแนวโน้มยอมรับการเลือกตั้งใหม่หากเกิดสถานการณ์จำเป็นทางการเมือง สะท้อนความคาดหวังต่อการใช้กลไกประชาธิปไตยในการคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง แต่ยังมีบางพื้นที่ที่กังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมือง


หวังแก้ปากท้องวาระแห่งชาติ

3. “ปากท้องนำการเมือง” หวังรัฐบาลใหม่เร่งแก้วิกฤตเศรษฐกิจ

• 25.8% อยากให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นและเพิ่มรายได้ประชาชน, 21.7% อยากให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวและเพิ่มความสามารถแข่งขันประเทศ สูงที่สุด

• รองลงมา คือ 16.4% แก้ปัญหาความมั่นคง ชายแดน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, 14.9% แก้ปัญหาความปลอดภัยและอาชญากรรม, 11.1% ปฏิรูประบบราชการและคอร์รัปชั่น และ 10.1% แก้ปัญหาการเมือง/แก้รัฐธรรมนูญ

 ปัญหา “ปากท้องและเศรษฐกิจ” นำมาเป็นอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน เมื่อรวมมิติเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีสัดส่วนถึงเกือบครึ่งหนึ่ง สะท้อนว่า ประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพและรายได้ที่ไม่พอใช้ในชีวิตประจำวัน หากรัฐบาลมุ่งแต่ขับเคลื่อนวาระทางการเมืองโดยละทิ้งเรื่องปากท้อง อาจสูญเสียความนิยมอย่างรวดเร็ว

คนรุ่นใหม่มองอนาคต - วัยทำงานเน้นปากท้อง

4. ต่างวัย ต่างโจทย์ - คนรุ่นใหม่มองอนาคตประเทศ แต่วัยทำงาน-ผู้สูงอายุเน้นปากท้อง

• Gen Z (18–27 ปี) ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจระยะยาวและการแข่งขันประเทศ

• Gen Y และ X (28–59 ปี) และ Baby Boomer (60 ปีขึ้นไป) เน้นเศรษฐกิจระยะสั้นและเพิ่มรายได้ประชาชน

 สะท้อนความแตกต่างของโจทย์ชีวิตในแต่ละช่วงวัยอย่างชัดเจน คนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่กำลังเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือเพิ่งเรียนจบ มองภาพใหญ่ กังวลถึงอนาคต ในขณะที่กลุ่มคนทำงาน-ผู้สูงอายุ เป็นผู้แบกภาระครอบครัว กลุ่มนี้จึงต้องการเม็ดเงินหรือการลดค่าครองชีพทันที เพื่อให้รอดไปได้ในแต่ละเดือน

ชู ปากท้องวาระแห่งชาติ

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ ระบุด้วยว่าผลสำรวจครั้งนี้ สะท้อนภาพความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่อย่างชัดเจนว่า “ปัญหาปากท้องคือวาระแห่งชาติที่แท้จริง” แต่ละช่วงวัยมีโจทย์ชีวิตต่างกัน วัยทำงานและวัยเกษียณ ต้องการนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อความอยู่รอดเฉพาะหน้า ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ อยากให้มุ่งเน้นไปที่การแก้โครงสร้างระยะยาว ในขณะที่ประเด็นความขัดแย้งหรือโครงสร้างทางการเมืองถูกมองสำคัญเป็นลำดับรอง ส่งสัญญาณชัดว่า รัฐบาลใหม่ไม่มีเวลาฮันนีมูน และจะต้องเร่งดันนโยบายบรรเทาค่าครองชีพที่เป็นรูปธรรมออกมาเป็น Quick Win ทันที 

ขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่ยังยอมรับได้หากต้องกลับไปใช้การเลือกตั้งใหม่เพื่อคลี่คลายปัญหาทางการเมือง สะท้อนว่าทั้ง “ความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ” และ “ความชอบธรรมทางการเมือง” คือ สองเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องตอบประชาชนให้ได้พร้อม ๆ กัน เสถียรภาพของรัฐบาลอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเกมการเมืองในสภาเท่านั้น แต่ถูกแขวนไว้กับผลงานการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นสำคัญ หากสอบตกเรื่องปากท้อง ประชาชนก็ไม่หวาดกลัวความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต