สหรัฐอเมริกาสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อนโยบายพลังงานโลก หลังประกาศผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านบางส่วน เพื่อเพิ่มอุปทานในตลาด หวังบรรเทาวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสถานการณ์สงคราม
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง โดยรัฐบาลสหรัฐฯ อนุญาตให้มีการจำหน่ายน้ำมันอิหร่านที่ค้างอยู่ในเรือบรรทุกกลางทะเล ผ่านใบอนุญาตพิเศษแบบชั่วคราวและจำกัดขอบเขต
สก็อตต์ เบสเซ่น รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มาตรการนี้จะช่วยปล่อยน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากอิหร่านราว 140 ล้านบาร์เรล เข้าสู่ตลาดโลกในระยะสั้น โดยใบอนุญาตจะมีผลจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2026
ก่อนหน้านี้ น้ำมันอิหร่านส่วนใหญ่ถูกจำกัดการขายจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และพันธมิตร โดยมีจีนเป็นผู้ซื้อหลักในราคาส่วนลดสูง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่า การผ่อนคลายข้อจำกัดครั้งนี้ อาจช่วยกระจายอุปทานไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น อินเดีย, ญี่ปุ่น และมาเลเซีย พร้อมกดดันให้จีนต้องซื้อน้ำมันในราคาตลาดมากขึ้น
แม้มาตรการดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นการแก้เกมฉุกเฉิน แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิผล
โดยเดวิด แทนเน่นบัม จาก Blackstone Compliance Services ระบุว่า "นี่คือเรื่องเหลือเชื่อ เพราะเท่ากับเราเปิดทางให้อิหร่านขายน้ำมัน ซึ่งอาจนำเงินไปใช้สนับสนุนสงคราม"
ขณะที่ ราเชล เซียมบา นักวิเคราะห์ด้านพลังงาน มองว่า มาตรการนี้อาจ ไม่ใช่ตัวเปลี่ยนเกม และยังมีคำถามสำคัญว่า จะป้องกันไม่ให้รายได้ไหลกลับสู่รัฐบาลอิหร่านได้จริงหรือไม่
สถานการณ์พลังงานโลกยังคงตึงเครียดจากผลกระทบของสงคราม โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ซึ่งโดยปกติรองรับน้ำมันราว 20% ของการบริโภคทั่วโลก
...
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดสงครามในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ การขนส่งผ่านช่องแคบดังกล่าวชะงักลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลงประมาณ 10%
นอกจากนี้ ความเสียหายจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านและกาตาร์ ยังเพิ่มความเสี่ยงว่ากำลังการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลอาจได้รับผลกระทบในระยะยาว แม้สงครามจะยุติลง
ทั้งนี้ ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน สหรัฐฯ ได้ดำเนินมาตรการหลายด้านเพื่อเพิ่มอุปทาน เช่น ปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินหลายล้านบาร์เรล และผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียบางส่วน
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวก็สร้างแรงต้านจากชาติยุโรป ซึ่งกังวลว่าอาจเป็นการหนุนอำนาจของ วลาดิเมียร์ ปูติน และยืดเยื้อสงครามในยูเครน.
ที่มา : BBC
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ