ผบก.ปอศ. เผยคดี “แอ็คมี่ วรวัฒน์” หลอกลงทุนคริปโต เหยื่อแห่แจ้งความ 61 ราย เสียหายพุ่ง 76 ล้าน ชี้เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่–ฉ้อโกงประชาชน พบหนีออกนอกประเทศตั้งแต่ปี 67 เร่งขออินเตอร์โพลออกหมายแดง
วันที่ 10 มีนาคม ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 2 กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. เปิดเผยความคืบหน้ากรณี กลุ่มผู้เสียหาย เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายแอ็คมี่ วรวัฒน์ นาคแนวดี ที่หลอกลงทุนเกี่ยวกับเหรียญดิจิทัลและคริปโตเคอร์เรนซี ว่า เบื้องต้นพบคดีมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนแล้ว 61 ราย แต่ละคนลงทุนคนละ 1-2 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 76 ล้านบาท พนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. มีการเตรียมพนักงานสอบสวนไว้สอบปากคำ ผู้เสียหายไว้แล้ว เชื่อว่าน่าจะมีผู้เสียหายมากกว่านี้ รวมทั้งคาดว่ามูลค่าความเสียหายน่าจะเกินหลักร้อยล้าน
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นคดีนี้น่าจะเข้าข่ายความผิด พ.ร.ก. การกู้ยืมเงิน หรือแชร์ลูกโซ่ เพราะจากการตรวจสอบพบว่า มีการเชิญชวนให้ลงทุนได้ค่าตอบแทนมากกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นหลักหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ และ ฉ้อโกงประชาชนอีกด้วย
ส่วนกรณีที่นายวรวัฒน์ มีการสร้างเหรียญดิจิทัล ACT ขึ้นมาเองนั้นมีความผิดหรือไม่ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า จะต้องประสานไปที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เพราะเป็นความผิดตาม พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเข้าข่ายความผิดดังกล่าวถึงแม้จะไม่ได้จดทะเบียนบริษัท แต่ถ้าซื้อขายระหว่างบุคคลถือว่าเป็นความผิดด้วย
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวอีกว่า ส่วนคดีของนายวรวัฒน์ จากการตรวจสอบพบว่า ก.ล.ต. มีการร้องทุกข์ดำเนินคดีไว้อีก 2 คดี ตั้งแต่เมื่อปี 2568 คดีแรกพนักงานสอบสวนได้สอบสวนเสร็จสิ้นและส่งสำนวนไปให้อัยการ และมีการออกหมายจับนายวรวัฒน์แล้ว ส่วนอีกคดีคือการชักชวนให้ลงทุนในเว็บไซต์หนึ่ง โดยคดีนั้นมีผู้เสียหายประมาณ 40 คน มูลค่าความเสียหาย 10 ล้านบาท ขณะนั้นพนักงานสอบสวนดำเนินการออกหมายจับแล้วเช่นเดียวกัน แต่ในทางสอบสวนเรายังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับบุคคลอื่นด้วย เพราะเชื่อว่านายวรวัฒน์ ไม่ได้ทำคนเดียวเพราะยังมีบุคคลอื่นที่เป็นเครือข่ายของนายวรวัฒน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ส่วนภรรยาของนายวรวัฒน์ขณะนี้ยังไม่พบความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
...
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพบว่า นายวรวัฒน์ เดินทางออกนอกประเทศ ไปตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 เบื้องต้นได้ประสานข้อมูลการออกหมายจับในคดีเดิมเมื่อปี 2568 ไปที่ องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (interpol) แล้ว เพื่อให้ประสานขอออกหมายแดงต่อไป
ส่วนกรณีที่ทำให้ผู้เสียหายบางรายที่ยังหลงเชื่อ ถึงแม้นายวรวัฒน์จะเคยมีหมายจับมาก่อนแล้วนั้น พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า เป็นเรื่องของภาพลักษณ์มากกว่า ผู้เสียหายหลายรายรู้ว่านายวรวัฒน์เคยมีหมายจับ แต่นายวรวัฒน์อ้างว่าเป็นหมายจับปลอม รวมทั้งยังมีรูปถ่ายกับบุคคลสำคัญทำให้ประชาชนหลงเชื่อมาร่วมลงทุน ทั้งนี้ยืนยันได้ว่ารูปแบบการหลอกลวงตั้งแต่ปี 67 จนถึงปัจจุบันเป็นรูปแบบการหลอกลวงที่คล้ายกันอีกด้วย
ด้าน พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. ระบุถึงเรื่อง Digital Wallet ของนายวรวัฒน์ เบื้องต้นพบหลักฐานทางการเงินที่ชัดเจนว่ามีเงิน Wallet ทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่การที่จะอายัด Digital Wallet ดังกล่าวจะต้องผ่านขั้นตอนและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในส่วนนี้จะได้มีการดำเนินการต่อไป จากการตรวจสอบเงิน Digital Wallet ของผู้ต้องหาในขณะนี้พบว่าเหลือจำนวนน้อย มีอยู่ไม่ถึงหลักล้านบาท