“กัณวีร์” จี้ รัฐบาลชุดใหม่ เตรียมพร้อมรับมือการโยกย้ายถิ่นฐาน ปัญหาแรงงานข้ามชาติ แนะเปิดทางนำเข้าระบบเก็บภาษี นำมาพัฒนาประเทศ


วันที่ 28 มี.ค.2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต กล่าวถึงหนึ่งในความท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะต้องพิจารณาในเรื่องของกลไกบริหารจัดการโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติ ซึ่งจะมีทั้งผู้ลี้ภัย บุคคลไร้สัญชาติ และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน และปัจจุบันนี้ สถานการณ์โลกที่เรามีอยู่ปัจจุบัน ภัยสงครามตะวันออกกลางจะยิ่งทำให้ผลกระทบเรื่องนี้ใหญ่กว่าเดิม โดยระบุว่าถึงแม้ว่านโยบายของรัฐบาลไทย ไม่ว่าจะเป็นการให้อนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาในศูนย์พักพิงชายแดนไทย-เมียนมา ออกไปทำงานได้เป็นจำนวน 40,000 คน และมีการให้สถานะบุคคลเพื่อแก้ปัญหาไร้สัญชาติ จำนวน 483,626 คน รวมถึงการจัดทำแรงงาน MOU โดยเปลี่ยนการจดทะเบียนเป็นแบบ MOU ให้สามารถจดทะเบียนแรงงานได้


“แต่เห็นว่าคงไม่เพียงพอ เพราะแต่ละประเทศได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ที่มีผู้พลัดถิ่นฝั่งเมียนมาประมาณ 300,000 คน อาจจะมีสถานการณ์ข้ามมาในประเทศไทย หรือลี้ภัยมาในประเทศไทย เพราะสถานการณ์ในเมียนมาก็ไม่สู้ดี และยิ่งสถานการณ์โลกยิ่งไปผลักดันให้การสู้รบในเมียนมายิ่งหนักขึ้น เพราะฉะนั้นประเทศไทยจะบริหารจัดการกันอย่างไร หากมีผู้ลี้ภัยมากขึ้นประมาณ 300,000 คน จะทำอย่างไรกับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ซึ่งไม่สามารถกลับไปจดทะเบียน MOU กับประเทศต้นกำเนิดของเขาได้แม้กระทั่งประเทศเมียนมา, ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม”


นายกัณวีร์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่จึงต้องเจอกับความท้าทายในกระบวนการบริหารจัดการที่ไม่ปกติให้เร็วขึ้น ตนก็เลยกังวลว่ารัฐบาลไทยจะตื่นตัวทันหรือไม่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันระดมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์พลังงาน การเมือง และมีการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ กลุ่มคนพวกนี้ ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง กลุ่มชายขอบจะถูกขจัดออกจากการจัดอันดับความสำคัญเป็นคนแรก

...


สำหรับสถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลาง นายกัณวีร์ กล่าวว่า ส่งผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ หรือแรงงานต่าง ๆ อาจเป็นคล้ายวงจรที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องนี้ตามมาด้วย ต้องเปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง ต้องดูว่าธุรกิจอะไรบ้างที่จะเอาแรงงานต่าง ๆ เข้ามาเติมเต็มสิ่งต่าง ๆ ที่หายไป ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่มีทักษะหรือไม่มีทักษะ


“ตอนนี้เรามีแรงงานที่เป็นผู้ลี้ภัยที่เป็นหมอ ครู ที่พร้อมออกไปทำงาน มีศูนย์การศึกษาและเรียนรู้สำหรับบุคคลที่โยกย้ายถิ่นฐาน ถ้ามีการจดทะเบียนที่ถูกต้อง เขาสามารถที่จะทำงานได้ ซึ่งถ้าเกิดเขาได้จดทะเบียน เขาก็จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทย และจะทำให้ภาษีต่าง ๆ เข้ามาสู่ประเทศไทย ทำให้สามารถเข้ามาร่วมพัฒนาประเทศไทยไปพร้อม ๆ กัน และประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์จากฐานภาษีที่จะเพิ่มมากขึ้น ตรงนี้ที่ถึงแม้จะมีผลกระทบ แต่เราต้องคิดนอกกรอบ” นายกัณวีร์ กล่าวและว่า


การดึงคนออกมาทำงานจริง ๆ การสร้างงานให้เป็นระบบที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การเก็บลำไย หรือทุเรียนอย่างเดียว ต้องเปลี่ยนจากการทำงานเป็นฤดูกาลเป็นการทำงานอย่างยั่งยืน เพื่อจะสร้างภาษีเข้าประเทศ ให้การศึกษากับพวกเขา และให้เขาได้รับสวัสดิการต่าง ๆ เพราะตัวพวกเขาเองต้องซื้อสวัสดิการต่าง ๆ เพื่อจ่ายภาษีให้ประเทศไทยอีก มันต้องมองให้ครอบคลุม”


นายกัณวีร์ กล่าวย้ำว่า นโยบายนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ซึ่งไทยได้รับคำชื่นชมจาก UNHCR เป็นต้นแบบที่ดี ตนมองว่าต้องทำต่อทั้งมติ ครม. เรื่องคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ก็ได้รับคำชมเชยจากต่างประเทศ และเราจะต่อยอดอย่างไรต่อไป เพราะมีเรื่องส่วยสัญชาติ ที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้เลย