“กังฟู” หวังดัน “เขาสัตตาโสม” จุดเช็คอินชายแดนแห่งใหม่ ยอมรับห่วงกำลังพล พื้นที่ซำแต เชื่อทหารมีแผนรับมือฝ่ายตรงข้าม


วันที่ 18 มีนาคม 2569 นายวสวรรธน์ พวงพรศรี สส.พรรคไทยรวมพลัง กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนในขณะนี้ ว่ายังไว้วางใจไม่ได้ ต้องเร่งเสริมความมั่นคงถาวรในพื้นที่ชายแดน โดยพื้นที่เขาสัตตาโสม เขาภูมะเขือ ซึ่งเป็นจุดสูงข่มทางยุทธศาสตร์ ไม่น่ากังวลมากนัก ส่วนจุดที่ชาวบ้านยังกังวล คือพื้นที่แนวรบซำแต มีความเสี่ยงเนื่องจากเป็นพื้นราบและบางจุดลาดชันน้อย ชาวบ้านกังวลใจเป็นห่วงความปลอดภัยของกำลังพลทหาร ซึ่งจนตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไร กับพื้นที่ซำแต โดยส่วนตัวเชื่อว่ากองทัพมีแผนดำเนินการเพื่อความปลอดภัยของกำลังพลอยู่แล้ว แต่หากมีสิ่งที่ภาคประชาชนช่วยสนับสนุนได้ ก็พร้อมดำเนินการ

“สัตตาโสม”จุดเช็คอินใหม่

นายวสวรรธน์ ยังกล่าวถึงพื้นที่เขาสัตตาโสมที่มีพระและประชาชนมาช่วยกันปรับปรุง จนกลายเป็นจุดชมวิว จุดเช็คอินใหม่ จึงเตรียมผลักดันเปิดเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำหรับประชาชนทั่วไป เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อลูกหลานจะได้รู้ว่าวีรชน สดุดีทหารกล้าที่ได้สละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตย

ซึ่งจุดนี้ มี จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา หรือ จ่าโต๋ สังกัด กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ผู้ตรวจการณ์หน้า ประจำจุดตรวจการณ์สัตตาโสม ได้สละชีพปกป้องผืนแผ่นดินไทย หลังกองทัพกัมพูชาระดมยิงอาวุธหนักโจมตีฐานปฏิบัติการฟ้าลั่น เขาสัตตาโสม เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

...


แสดงความเสียใจบ้าน “ตาปอด” 

นายวสวรรธน์ ยังเดินทางลงพื้นที่ไปยังบ้านของ “ตาปอด” เพื่อแสดงความเสียใจต่อครอบครัว และหารือแนวทางการให้ความช่วยเหลือเรื่องการจัดงานศพ ภายหลังจากตาปอดซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์การปะทะครั้งแรก ได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา


นายวสวรรธน์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะครั้งแรก จรวด BM-21 ของกัมพูชามาตกที่บ้านของตาปอด ตนได้รับการประสานจากหน่วยงานท้องถิ่นทันที และได้ลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือตั้งแต่วันแรก โดยได้พาครอบครัวของตาปอดอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว รวมถึงพาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล หลังจากนั้นได้ติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องการเยียวยาจากภาครัฐ


ทั้งนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อเดือนสิงหาคม 68 กำหนดแนวทางเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้ทุพพลภาพจากเหตุการณ์ครั้งนั้น โดยกำหนดวงเงินช่วยเหลือผู้เสียชีวิตและผู้ทุพพลภาพไว้ที่ 8 ล้านบาท ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารจะได้รับ 10 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กรณีของครอบครัวตาปอด ภรรยาซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกัน ได้รับเงินเยียวยาไม่ถึง 10 ล้านบาท เนื่องจากมีสถานะเป็นบุคคลต่างด้าว


ส่วนตัวตาปอด และได้รับบาดเจ็บจนขาขาด กลายเป็นผู้ทุพพลภาพ ได้รับเงินเยียวยา 8 ล้านบาท และเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานานหลายเดือน ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก่อนที่อาการจะทรุดลงอย่างต่อเนื่อง และเสียชีวิตในที่สุด


นายวสวรรธน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีของตาปอดถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐ ทั้งระดับจังหวัดและรัฐบาล ควรพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การเยียวยา โดยเฉพาะกรณีผู้บาดเจ็บสาหัสที่ไม่ได้เสียชีวิตทันทีในช่วงเกิดเหตุ แต่มาเสียชีวิตในภายหลัง ว่าจะสามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมได้หรือไม่ แม้จะไม่ใช่วงเงินจำนวนมาก แต่อย่างน้อยควรมีงบประมาณบางส่วนสำหรับช่วยเหลือในการจัดงานศพก็ดี


ในเบื้องต้น ตนได้รับทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว และจะประสานงานกับทางอำเภอ ฝ่ายปกครอง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภากาชาด เพื่อเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวในการจัดพิธีศพ เนื่องจากแม้ตาปอดจะไม่ได้เสียชีวิตทันทีในช่วงเกิดเหตุ แต่สาเหตุของการเสียชีวิตในครั้งนี้ ก็เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าว