ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะยกเลิกมาตรการ "ตักเตือนก่อนปรับ" และเริ่มบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างจริงจังทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
การดำเนินการนี้เป็นผลจากคำสั่งของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มีการเดินทางหนาแน่น ซึ่งมีเป้าหมายลดอัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนให้เหลือเพียง 12 คนต่อแสนประชากรภายในปี 2570
การบังคับใช้กฎหมายจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่:
- ระยะสั้น: มุ่งเน้นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจรและการสร้างวินัย
- ระยะกลาง: บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดใน 10 ข้อหาหลัก
- ระยะยาว: ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการปฏิบัติงานจราจร
จากการดำเนินการในระยะที่ 1 มีการตักเตือนผู้กระทำผิดกฎจราจรจำนวนกว่า 1.9 แสนครั้ง โดยมีข้อผิดพลาดที่ถูกตักเตือนมากที่สุด ได้แก่ การไม่สวมหมวกนิรภัยและการขับรถเร็วเกินกว่าที่กำหนด
ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ตำรวจจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายจราจรใน 10 ข้อหาหลัก ได้แก่:
- 1. ขับรถเร็วเกินกำหนด: ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท
- 2. ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร: ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท
- 3. ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท
- 4. ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่: ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท
- 5. ขับรถย้อนศร: ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท
- 6. ไม่สวมหมวกนิรภัย: ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท
- 7. ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย: ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท
- 8. ไม่พกใบอนุญาตขับขี่: ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (อาจจำคุก 1 เดือน)
- 9. ขับขี่ขณะเมาสุรา: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี
- 10. ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี