รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐบาลรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ขย่มปิโตรเคมี ชูโรงกลั่นชีวภาพ มุ่งเศรษฐกิจสีเขียว ต้องกล้าเปลี่ยนโครงสร้างจากการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบ สู่การสร้างนวัตกรรมจากฐานเกษตรกรรม


วันที่ 21 มีนาคม 2569 นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานและทิศทางเศรษฐกิจไทย ว่า ตนมีความกังวลต่อผลกระทบเชิงโครงสร้างหากประเทศไทยต้องเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ที่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย เพราะน้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบต้นน้ำหลักในโรงกลั่นเพื่อผลิต “แนฟทา” (Naphtha) และสารกลุ่ม “อะโรเมติกส์” ที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติกและเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน 

หากกระบวนการนี้ชะงักลงจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องมหาศาล ทั้งกลุ่มยานยนต์ ที่ต้องใช้ชิ้นส่วนพลาสติกน้ำหนักเบา กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษในแผงวงจรและฉนวนสายไฟ ตลอดจนวัสดุก่อสร้างและสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหารไปจนถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เราเริ่มเห็นสัญญาณเตือนจากการปรับราคาสินค้าใกล้ตัว เช่น ถุงร้อนใส่อาหาร ซึ่งหากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มีมูลค่ารายได้สูงถึง 836,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.2% ของ GDP ประเทศต้องหยุดชะงัก กระทบต่อแรงงานกว่า 414,000 คนในห่วงโซ่การผลิต และกระทบมูลค่าการส่งออกเคมีภัณฑ์กว่า 486,000 ล้านบาททันที

นายจิรวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายชัดเจนในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อเป็นทางรอดและโอกาสใหม่ของประเทศ โดยมุ่งเน้นการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านกลไกการยกระดับสู่โรงกลั่นชีวภาพ (Bio-refinery) ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรที่มีศักยภาพของไทย อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์ม เพื่อผลิตเคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ โดยกลไกนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตรได้มากกว่า 40 เท่า ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนสนับสนุนการรีไซเคิลพลาสติกกลับมาใช้ใหม่และการรีไซเคิลทางเคมี เพื่อเปลี่ยนขยะที่รีไซเคิลยาก ให้กลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นและพลังงานในโรงงานปิโตรเคมีอีกครั้ง

...

ดังนั้น โอกาสในการเปลี่ยนผ่านมาถึงแล้ว เราต้องกล้าเปลี่ยนโครงสร้างจากการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบ สู่การสร้างนวัตกรรมจากฐานเกษตรกรรมของเราเอง เพื่อสร้างการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม.