โดรน Shahed-136 (อ่านว่า ชาเฮด-136) ของอิหร่าน คือโดรนฆ่าตัวตายแบบปล่อยทิศทางเดียวแนวกามิกาเซ่ คือ ปล่อยจากฐานยิงไปแล้ว จะไม่มีวันหวนกลับมาอีก  Shahed-136 ได้รับการขนานนามว่าเป็น "ขีปนาวุธร่อนของคนจน" (Poor Man's Cruise Missile) เนื่องจากมีราคาถูก เรียบง่าย มีประสิทธิภาพสูงในแง่ของยุทธศาสตร์การใช้งานแบบฝูงบินโจมตี เพื่อกดดันระบบป้องกันภัยทางอากาศ จู่โจมฐานเรดาร์ หรือฐานที่มั่นของฝ่ายตรงข้าม ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค (Technical Specifications)


...

ประเภท อากาศยานไร้คนขับแบบโจมตีเที่ยวเดียว (Loitering Munition / Kamikaze Drone)
ความยาว 3.5 เมตร
ความกว้างปีก (Wingspan) 2.5 เมตร
น้ำหนักตัวเครื่อง ประมาณ 200 กิโลกรัม
น้ำหนักหัวรบ 40 – 50 กิโลกรัม (บางรุ่นที่ปรับปรุงอาจสูงถึง 90 กิโลกรัม)
เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ลูกสูบ MD-550 (4 สูบ 2 จังหวะ) ให้กำลังประมาณ 50 แรงม้า
ความเร็วสูงสุดประมาณ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ระยะปฏิบัติการ ไกลมากถึง 1,000 – 2,500 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับรุ่นและการปรับแต่ง)
ระบบนำทางGNSS (GPS/GLONASS) ร่วมกับระบบนำทางเฉื่อย (INS)

จุดเด่นที่ทำให้ Shahed-136 เป็นอาวุธที่น่ากลัว

  1. การออกแบบและราคา: ตัวเครื่องเน้นการใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไป (เช่น โครงสร้างคอมโพสิต) ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำมาก (ประมาณ 20,000 – 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อลำ) เมื่อเทียบกับมูลค่าของขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศที่ศัตรูต้องใช้ยิงสกัด ซึ่งมักมีราคาสูงกว่าหลายเท่า

  2. การโจมตีแบบฝูง (Swarm Attack): เนื่องจากราคาถูก อิหร่านจึงมักปล่อยโดรนจำนวนมากพร้อมกันเพื่อสร้างภาระเกินกำลัง (Saturation) ให้กับระบบเรดาร์และระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม ทำให้ระบบเหล่านั้นไม่สามารถสกัดกั้นได้หมดทุกเป้าหมาย

  3. การพรางตัว: โดรนมีขนาดเล็กและบินในระดับต่ำ ทำให้ตรวจจับด้วยเรดาร์ได้ยาก นอกจากนี้เครื่องยนต์ขนาดเล็กยังให้ความร้อนต่ำ ทำให้ตรวจจับด้วยระบบอินฟราเรด (ตรวจจับความร้อน) ได้ยากอีกด้วย

  4. ความแม่นยำ: แม้จะไม่มีระบบติดตามเป้าหมายแบบเรียลไทม์ที่ซับซ้อน แต่การระบุพิกัดเป้าหมาย (Coordinates) ไว้ล่วงหน้าทำให้มันสามารถพุ่งเข้าชนเป้าหมายภาคพื้นดินที่เป็นเป้าหมายคงที่ได้อย่างแม่นยำ

  • การออกแบบและราคา: ตัวเครื่องเน้นการใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไป (เช่น โครงสร้างคอมโพสิต) ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำมาก (ประมาณ 20,000 – 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อลำ) เมื่อเทียบกับมูลค่าของขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศที่ศัตรูต้องใช้ยิงสกัด ซึ่งมักมีราคาสูงกว่าหลายเท่า

  • การออกแบบและราคา: ตัวเครื่องเน้นการใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไป (เช่น โครงสร้างคอมโพสิต) ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำมาก (ประมาณ 20,000 – 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อลำ) เมื่อเทียบกับมูลค่าของขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศที่ศัตรูต้องใช้ยิงสกัด ซึ่งมักมีราคาสูงกว่าหลายเท่า

  • การโจมตีแบบฝูง (Swarm Attack): เนื่องจากราคาถูก อิหร่านจึงมักปล่อยโดรนจำนวนมากพร้อมกันเพื่อสร้างภาระเกินกำลัง (Saturation) ให้กับระบบเรดาร์และระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม ทำให้ระบบเหล่านั้นไม่สามารถสกัดกั้นได้หมดทุกเป้าหมาย

  • การโจมตีแบบฝูง (Swarm Attack): เนื่องจากราคาถูก อิหร่านจึงมักปล่อยโดรนจำนวนมากพร้อมกันเพื่อสร้างภาระเกินกำลัง (Saturation) ให้กับระบบเรดาร์และระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม ทำให้ระบบเหล่านั้นไม่สามารถสกัดกั้นได้หมดทุกเป้าหมาย

  • การพรางตัว: โดรนมีขนาดเล็กและบินในระดับต่ำ ทำให้ตรวจจับด้วยเรดาร์ได้ยาก นอกจากนี้เครื่องยนต์ขนาดเล็กยังให้ความร้อนต่ำ ทำให้ตรวจจับด้วยระบบอินฟราเรด (ตรวจจับความร้อน) ได้ยากอีกด้วย

  • การพรางตัว: โดรนมีขนาดเล็กและบินในระดับต่ำ ทำให้ตรวจจับด้วยเรดาร์ได้ยาก นอกจากนี้เครื่องยนต์ขนาดเล็กยังให้ความร้อนต่ำ ทำให้ตรวจจับด้วยระบบอินฟราเรด (ตรวจจับความร้อน) ได้ยากอีกด้วย

  • ความแม่นยำ: แม้จะไม่มีระบบติดตามเป้าหมายแบบเรียลไทม์ที่ซับซ้อน แต่การระบุพิกัดเป้าหมาย (Coordinates) ไว้ล่วงหน้าทำให้มันสามารถพุ่งเข้าชนเป้าหมายภาคพื้นดินที่เป็นเป้าหมายคงที่ได้อย่างแม่นยำ

  • ความแม่นยำ: แม้จะไม่มีระบบติดตามเป้าหมายแบบเรียลไทม์ที่ซับซ้อน แต่การระบุพิกัดเป้าหมาย (Coordinates) ไว้ล่วงหน้าทำให้มันสามารถพุ่งเข้าชนเป้าหมายภาคพื้นดินที่เป็นเป้าหมายคงที่ได้อย่างแม่นยำ


    การออกแบบและราคา 
    ตัวเครื่องเน้นการใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไป (เช่น โครงสร้างคอมโพสิต) ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำมาก (ประมาณ 20,000 – 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อลำ) เมื่อเทียบกับมูลค่าของขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศที่ศัตรูต้องใช้ยิงสกัด ซึ่งมักมีราคาสูงกว่าหลายเท่า

    ...

    การโจมตีแบบฝูง (Swarm Attack) หรือการรบแบบไม่สมมาตร
    เนื่องจากโดรนรุ่นนี้มีราคาถูก ไม่เกิน 9 แสนบาท อิหร่านจึงมักปล่อยโดรนจำนวนมากพร้อมกัน เพื่อสร้างภาระเกินกำลัง (Saturation) ให้กับระบบเรดาร์และระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม ทำให้ระบบเหล่านั้นไม่สามารถสกัดกั้นได้หมดทุกเป้าหมาย ส่วนการพรางตัว โดรน 136 มีขนาดเล็ก มีปีกรูปสามเหลี่ยม และบินด้วยความเร็วเกือบ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ในระดับต่ำ) ทำให้ตรวจจับด้วยเรดาร์ได้ยาก เครื่องยนต์ขนาด มีการแพร่ความร้อนต่ำ ทำให้การตรวจจับด้วยระบบอินฟราเรด (ตรวจจับความร้อน) ทำได้ยาก สำหรับความแม่นยำ โดรน 136 II แม้จะไม่มีระบบติดตามเป้าหมายแบบเรียลไทม์ที่ซับซ้อน แต่การระบุพิกัดเป้าหมาย (Coordinates) ไว้ล่วงหน้าทำให้มันสามารถพุ่งเข้าชนเป้าหมายภาคพื้นดินที่เป็นเป้าหมายคงที่ได้อย่างแม่นยำ


    ...

    การใช้งาน
    วิธีการปล่อย โดรน 136 ใช้เครื่องยิงติดตั้งบนรถบรรทุก (Mobile Launcher) โดยใช้จรวดช่วยส่ง (Rocket-Assisted Take-off) ในช่วงเริ่มต้น หลังจากนั้นเครื่องยนต์ใบพัดจะทำงานเพื่อเดินทางสู่เป้าหมาย การใช้ฐานยิงเคลื่อนที่ ทำให้ไม่ตกเป็นเป้าของฝ่ายตรงกันข้าม ยิงเสร็จ ก็หลบเข้าไปซ่อน บรรจุ แล้วออกมายิงใหม่ ภารกิจของโดรน 136 ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายเป้าหมายภาคพื้นดิน เช่น ศูนย์บัญชาการ, ระบบเรดาร์, คลังเชื้อเพลิง, หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยจะทำลายตัวเองทันทีเมื่อพุ่งชนเป้าหมายด้วยหัวรบดินระเบิดแรงสูงหนัก 50-90 กิโลกรัม 

    ตระกูลโดรน Shahed ของอิหร่านไม่ได้มีแค่รุ่นกามิกาเซ่ (โจมตีเที่ยวเดียว) อย่าง Shahed-136 เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงโดรนสอดแนม โดรนโจมตีอเนกประสงค์  โดรนปีกบิน (Flying Wing) ที่เน้นการพรางตัว 

    ตระกูลโดรน Shahed ของกองทัพอิหร่าน  ตามลักษณะการใช้งานหลัก 

    1. กลุ่มโดรนพลีชีพ (Loitering Munition) เป็นกลุ่มที่เน้น "ราคาถูกและใช้จำนวนเข้าสู้" Shahed-131: เป็นรุ่นพี่ของ 136 มีขนาดเล็กกว่า ระยะทำการสั้นกว่า (ประมาณ 900 กม.) และบรรทุกหัวรบได้น้อยกว่า (ประมาณ 10-15 กก.) ออกแบบมาเพื่อโจมตีเป้าหมายคงที่ในลักษณะเดียวกับรุ่น 136 ส่วน Shahed-136 (Geran-2)  รุ่นที่โด่งดังที่สุดในขระนี้  มีระยะทำการไกล (สูงสุด 2,000+ กม.) บินไปโจมตีอิสราเอลได้อย่างสบายๆ 136 เจนสอง บรรทุกหัวรบ 40-50 กก. เน้นถล่มโครงสร้างพื้นฐาน

    ...

    2. กลุ่มโดรนโจมตีและสอดแนม (UCAV - Unmanned Combat Aerial Vehicle)

    กลุ่มนี้เป็นโดรนที่บินกลับฐานได้ ติดตั้งอาวุธนำวิถี และมีสมรรถนะสูงคล้ายโดรนของฝั่งตะวันตก เช่น MQ-1 Predator

    Shahed-129  โดรนขนาดใหญ่ มีพิสัยการบินไกล (บินต่อเนื่องได้นาน 24 ชั่วโมง) ติดตั้งกล้องตรวจการณ์ประสิทธิภาพสูงและสามารถติดตั้งอาวุธนำวิถี (เช่น ลูกระเบิดนำวิถีตระกูล Sadid) ได้ 4 ลูก เหมาะสำหรับภารกิจสอดแนมและโจมตีแบบแม่นยำ

    Shahed-149 Gaza  รุ่นที่ทันสมัยและใหญ่ขึ้นไปอีก มีปีกกว้างกว่า พัฒนามาเพื่อเพิ่มระยะการบินและบรรทุกอาวุธได้มากขึ้น เป็นหนึ่งในโดรนระดับ High-end ของอิหร่าน 


    การพัฒนาแบบก้าวกระโดดของอิหร่านเน้นไปที่การย้อนรอยวิศวกรรม (Reverse Engineering) จากโดรนที่ยึดได้ของฝ่ายศัตรู หรือซื้อเทคโนโลยีจากตลาดมืด แล้วนำมาปรับปรุงให้เข้ากับงบประมาณของตนเอง ในด้านการพัฒนาต่อยอด  ปัจจุบันมีการรายงานถึงการวิจัยและพัฒนาโดรนรุ่นใหม่  เช่น Shahed-238 ที่เปลี่ยนเครื่องยนต์จากลูกสูบใบพัดเป็น "เครื่องยนต์ไอพ่นขนาดเล็ก" (Jet-powered) ซึ่งทำให้บินได้เร็วขึ้นมากและสกัดกั้นยากขึ้นไปอีกขั้น 


    เปรียบเทียบระหว่าง Shahed-136 ของอิหร่าน กับโดรน Coyote ของกองทัพสหรัฐฯ เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ แม้ทั้งคู่จะเป็นโดรนขนาดเล็กเหมือนกัน แต่ถูกออกแบบมาด้วยปรัชญาและจุดประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สรุปสั้นๆ  Shahed-136 คือ โดรนโจมตีที่เน้นปริมาณและราคาถูก  ในขณะที่ Coyote คือ อาวุธต่อต้านโดรนสังหารที่เน้นความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง มีราคาแพงมากกว่า  

    รายละเอียดข้อแตกต่างที่สำคัญ

    ปรัชญาการออกแบบ (Design Philosophy)

    Shahed-136 ออกแบบมาเพื่อสร้างภาระเกินกำลัง หรือ Saturation ให้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม เมื่อศัตรูต้องใช้ขีปนาวุธราคาหลายล้านดอลลาร์ มาสอยโดรนราคาไม่กี่หมื่นดอลลาร์ ฝ่ายที่ใช้ Shahed-136 ในระยะยาว จะเป็นฝ่ายได้เปรียบเชิงเศรษฐศาสตร์สงคราม

    Coyote: ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาจากโดรนอย่าง Shahed-136 โดยเฉพาะ สหรัฐฯ พัฒนาระบบ LIDS (Low, slow, small-unmanned aircraft Integrated Defeat System) ซึ่งมี Coyote เป็นอาวุธหลักในการไล่ล่าและทำลายโดรนข้าศึกได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากว่าการใช้ขีปนาวุธนำวิถีขนาดใหญ่

    2. ขีดความสามารถในการสกัดกั้น

    Coyote Block 2 (Kinetic)  ติดตั้งหัวรบเพื่อพุ่งชนและทำลายเป้าหมายโดยตรง (คล้ายขีปนาวุธขนาดเล็ก) เหมาะกับการจัดการกับเป้าหมายที่มาเป็นฝูง

    Coyote Block 3 (Non-kinetic) เป็นรุ่นที่ล้ำหน้า เพราะสามารถใช้พลังงานที่ไม่ใช่การปะทะ  เพื่อหยุดโดรนข้าศึกได้โดยไม่ทำให้เกิดความเสียหายข้างเคียง (Collateral Damage) และในบางกรณีสามารถเรียกกลับมาใช้งานใหม่ได้

    3. ต้นทุนและการใช้งาน
    แม้ Coyote จะถูกกว่าขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศมาตรฐาน (เช่น Patriot) มาก แต่ Coyote ยังคงมีราคาที่สูงกว่า Shahed-136 หลายเท่าตัว (ราคาประมาณหลักแสนดอลลาร์ต่อหน่วย) ดังนั้น การใช้ Coyote จึงเน้นความแม่นยำ 1 นัดต่อ 1 เป้าหมาย ในขณะที่ Shahed-136 เน้นการใช้ "จำนวน" เพื่อบุกทะลวง



    การส่งออกโดรนตระกูล Shahed โดยเฉพาะรุ่น Shahed-136 ของอิหร่านนั้น ถือเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการทหารครับ เนื่องจากบ่อยครั้งเป็นการซื้อขายแบบไม่เปิดเผยหรือผ่านตัวแทน

    สรุปสถานะการกระจายตัวของโดรนรุ่นนี้เท่าที่ปรากฏข้อมูลในปัจจุบัน มีดังนี้ครับ:

    1. พันธมิตรหลัก (ที่มีหลักฐานชัดเจน) รัสเซีย ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่และสำคัญที่สุด รัสเซียนำโดรน Shahed-136 ไปใช้ภายใต้ชื่อ Geran-2 (Geranium-2) ในสงครามยูเครน โดยในช่วงแรกเป็นการนำเข้าจากอิหร่าน แต่ในเวลาต่อมาได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมมือกันจัดตั้งสายการผลิตภายในรัสเซียเอง เพื่อให้สามารถผลิตได้ในปริมาณมหาศาล

    2. กลุ่มกองกำลังตัวแทน (Proxy Forces) และพื้นที่ความขัดแย้ง นอกจากรัฐชาติแล้ว อิหร่านมีการกระจายเทคโนโลยีหรือตัวโดรนไปให้กับกองกำลังต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อใช้ในเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมถึงกลุ่มกองกำลังสนับสนุนอิหร่านในอิรักและซีเรีย ล่าสุด มีการนำไปใช้โจมตีฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค กลุ่มในเยเมน (กลุ่มฮูตี)  มีรายงานการใช้งานโดรนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับเทคโนโลยีของอิหร่านอย่างมากในการโจมตีเป้าหมายทางทะเลและโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน

    3. กระแสข่าวเกี่ยวกับประเทศอื่นๆ

    มีรายงานข่าวและการวิเคราะห์จากหลายสำนัก ระบุถึงความสนใจของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือแม้แต่ ปากีสถาน ที่มีข่าวเรื่องความสนใจหรือการเจรจาจัดหาเพื่อนำมาประจำการหรือศึกษาเทคโนโลยี แต่ต้องเข้าใจว่าข้อมูลเหล่านี้มักอยู่ในรูปแบบของ "กระแสข่าว" หรือ "การตั้งข้อสังเกตของนักวิเคราะห์" มากกว่าจะเป็นการยืนยันการซื้อขายที่เป็นทางการ. 


    อาคม รวมสุวรรณ
    E-Mail [email protected]
    Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
    https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/